[EGoT] sub-event 2 : a day with monster

posted on 09 Sep 2013 18:25 by gomuth
 
 
 
Character :
Gordie Blackford
Oswald Blackford
 
 
 
A Day with Monster
 
 
 
ฝันนั้น...เริ่มเหมือนทุกครั้ง
 
 
“เจ้า....อะไร….”

ประโยคนั้นขาดหายไปบางส่วน เสียงที่ได้ยินก็แหลมเล็กเกินว่าจะคุ้นเคย ทว่าเขาจำได้...ว่านั่นคือเสียงของตนเอง
 
“ขอดู……..หน่อยสิ”
 
เสียงเล็กๆ นั้นดังขึ้นอีกครั้ง ครานี้จึงจับได้ว่าปากของตนขยับ เขาพูดมันออกไปเอง ประโยคที่ขาดหายเหล่านั้น
แล้วก็พลันสงสัย ถ้อยคำที่หายไปคืออะไร เหตุใดหากเป็นคนเอ่ยปาก จึงไม่พูดเสียให้ครบความ...เพียงแค่พูดก็ต้องทำได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครเข้าใจ
เด็กที่ไม่อาจเขียนตัวอักษรให้ผู้อื่นเข้าใจได้ หากพูดไม่รู้เรื่องอีก จะเป็นคนสำคัญได้อย่างไร

 
ระหว่างที่คิด ก็พบว่าขาของตนซึ่งสั้นกว่าที่จดจำได้กำลังก้าวเร็วๆ ราวกับติดตามอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ หรือนกปีกหักที่เพิ่งใช้หินขว้างสอยลงมาจากสายลม เพราะขาสั้น จึงต้องก้าวตามอย่างเร่งร้อนเช่นนั้น

 
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น สิ่งที่ตามหาอยู่ กลับไม่ใช่นกปีกหัก

 
ร่างสีเทาหันหลังให้เขา แม้จะยืนอยู่ แต่ก็โอนเอนไปมาราวไม้ต้นบางๆ กลางกระแสลม...บางเกินกว่าจะถูกตัดไปต่อเรือ บางเกินกว่าจะทานทนแรงพายุของหมู่เกาะเหล็กได้
ขณะที่เริ่มคิดไปไกลว่า ถ้ามีต้นไม้บางเช่นนี้คงใช้ประโยชน์ใดไม่ได้แม้แต่เป็นหลักผูกสุนัข ร่างสีเทานั้นก็หันหน้ามาหา

 
มิใช่นกบาดเจ็บที่บอบบางจนหักคอทิ้งได้เพียงขยับข้อมือเบาๆ
มิใช่ต้นไม้ที่หักปลิวตามสายลมของเทพวายุ
แต่เป็นอสูรร้ายในนิทาน…

 
เขาร้องเรียก แต่เสียงที่ได้ยินจากปากของตนเองนั้นไม่ใช่ถ้อยคำที่สื่อความหมาย อย่างน้อยก็สำหรับเขา
ทว่าอสูรดูจะเข้าใจ...และไม่ใคร่พอใจนัก ร่างสีเทานั้นจึงขยายใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ขนที่เคยดูนุ่มฟูกลับเหยียดออกและกลายเป็นใบมีดสีเงินคมปลาบ ปลายหยักเป็นเงี่ยงดูน่าหวาดเสียว
ใบหน้าแปลกประหลาดจนดูไม่ออกว่าเป็นสัตว์ใดบิดเบี้ยว เมื่ออ้าปาก เสียงคำรามดังดุจพายุจนต้องยกสองมือที่เล็กเหลือเกินขึ้นปิดหู
 
 
หากเป็นเด็กอื่นคงหลับตา กรีดร้อง แต่สายเลือดของชนชาติเหล็กมิได้อ่อนแอไร้ปัญญาเช่นนั้น
ก่อนที่อสูรนั้นจะคำรามจบ เขาวิ่งหนี...เร็วที่สุดเท่าที่สองขาจะพาไปได้ เบื้องหน้าปรากฏกระท่อมอิฐหลังเล็ก ช่องประตูที่เปิดอ้าอยู่ใหญ่เพียงพอให้เด็กคนหนึ่งลอดผ่านเข้าไปได้เท่านั้น อสูรใหญ่ยักษ์คงมิอาจตามเข้าไป
เมื่อเบียดตัวเข้าไปในกระท่อมนั้นได้ ก็พบว่ามันเล็กและแคบกว่าที่เห็นภายนอก ผนังอิฐคงถูกก่อจนหนาหลายชั้น...หลายชั้นเกินไป ราวช่างผู้สร้างคิดว่า ผนังหนาจะช่วยกันพายุ
แต่ในตอนนี้ เขาหวังว่ามันจะป้องกันตนจากอสูรร้ายผู้คำรามดุจพายุได้
 
 
ทว่า หวังนั้นสูญสลายไปในเวลาไม่นาน
แม้นั่งอยู่ภายใน เสียงดังโครมครามก็ทำให้รู้ว่าอิฐผนังด้านนอกถูกฉีกกระชากออกราวเป็นเพียงเปลือกไม้บางๆ ที่เพียงจิกเล็บและออกแรงเพียงนิดก็หลุดลอก ปราการรอบกายค่อยบางลงเรื่อยๆ จิตใจส่วนหนึ่งร้องเตือนอันตราย แต่อีกส่วน...
 
...บอกว่าช่างเถิด
 
นี่มิใช่ครั้งแรก...

 
ใบหน้าของอสูรร้ายนั้นช่างดูคุ้นเคยราวแสงตะวันที่ลอดผ่านเกลียวคลื่นทุกค่ำเช้า เสียงคำรามราวกับเสียงลมหวีดผ่านหลังคาที่ได้ยินทุกเมื่อเชื่อวัน
แต่ใครเล่าจะรู้ ในเมื่ออสูรลักพาตัวเด็กในนิทานทุกเรื่องล้วนมีใบหน้าเดียวกัน
 
 
ถึงกระนั้น เขาก็กอดเข่า ขดตัวเล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ขดเล็กจนรู้สึกราวผนังรอบข้างจะงอกอิฐเพิ่มขึ้นล้อมรอบกาย เพิ่มปราการอีกชั้นระหว่างอสูรร้ายและเด็กน้อย

 
ทว่า ท้ายที่สุด อสูรก็กระชากหลังคากระท่อมออก คำรามเสียงลั่นจนมิอาจได้ยินแม้เสียงกรีดร้องของตนเอง ใบมีดบนร่างของมันขยับประทบกันเกิดเสียงคล้ายกรีดร้อง...คล้ายใครสักคนกำลังร้องไห้ ราวกับรวบรวมเสียงอันเศร้าโศกของเด็กทั้งหลายที่ถูกมันลักไปกิน
 
 
แล้วเล็บคมก็ยื่นลงมาใกล้ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองอย่างโง่งม
จนบัดนี้แล้ว...เขาก็ยังไม่หลับตาหนี

 
[xxx]
 
 
 
กอร์ดี้ แบล็กฟอร์ด ผวาตื่นขึ้น เกือบจะตกจากเปลที่ผูกไว้นอน
เขาหายใจหนักราวเพิ่งว่ายน้ำข้ามจากไพค์ไปฮาร์ลอว์ มือซ้ายกุมอยู่บนใบหน้า ตะปบแน่นที่บาดแผลกรีดยาวซึ่งมักดึงผิวหนังให้บิดเบี้ยวยามยิ้ม
 
แผลนั้นเจ็บแปล็บราวเพิ่งถูกกรีดซ้ำใหม่...
 
ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่มือที่เหลือนิ้วเพียงสามนิ้วครึ่งก็ไล้รอยแผลนั้นซ้ำไปซ้ำมา ขณะที่พยายามควบคุมตนเองให้หายใจช้าลง
เมื่อลมหายใจสงบดีแล้ว เด็กหนุ่มจึงละมือออกมาดู แม้ในแสงริบหรี่จนแทบไม่มีของเคบินใต้ท้องเรือ นิ้วที่เหลืออยู่ก็ยังดูสะอาดสะอ้าน...เท่าที่ชาวเรือคนหนึ่งจะสะอาดได้ ไม่มีรอยเลือดสดใหม่ใดๆ เปรอะ
บาดแผลบนใบหน้ามิได้ปริแยก หรือถูกลูกเรือคนใดลอบเข้ามากรีดซ้ำในยามหลับ
 
เขาถอนใจหนักๆ หลับตาลงอีกครั้ง มือทั้งสองข้างจับปลอกหนังบรรจุดาบสั้นที่อยู่ชิดกายเสมอแม้ยามหลับ ราวกับหวังพึ่งให้มันปกป้อง...ให้มันคุ้มภัย
 
แต่แล้วก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
 
 
ดาบนี่มาจากไหนกัน...
 
 
เขายกมันขึ้น ชักออกจากฝัก คมดาบที่ตีจากโลหะหายากนั้นต้องแสงวาววามงดงาม...นี่ไม่ใช่ดาบของเขา
ดาบเช่นนี้ มีเจ้าของได้เพียงหนึ่งเดียว

 
ริค…?

 
ดาบสุดโปรดสุดหวงของริค?

 
ทำไมมาอยู่ที่นี่...

 
แค่คิด ก็รู้สึกปวดหัวราวถูกเชือกเรือยามพายุเข้าฟาดเอาสักหลายครั้ง แต่ดาบนี้ไม่ควรอยู่ในมือเขา จึงพยายามฝืนลุกขึ้น หย่อนตัวลงจากเปล พยายามมิให้เหยียบลูกเรืออื่นที่นอนเกะกะอยู่บนพื้นกระดาน หรือสะดุดอานม้าที่ไม่รู้ว่าใครอุตริหามาหนุนนอนต่างหมอน

 
แสงเช้ามาเยือนด่านฟ้าเรือซีรีปเปอร์แล้ว ทว่าลูกเรือที่เฝ้ากะมาตั้งแต่กลางดึกกลับมีท่าทางง่วงเหงา กระแสลมไม่ค่อยเป็นใจให้เรือใหญ่ที่ออกจากไพค์เท่าไร จากกำหนดที่จะถึงเกาะผาเกลือตอนค่ำวาน จึงถูกผัดมาถึงวันนี้
ต้นหนคนใหม่เดินเฉียดผ่านเขาไป ดวงตาเล็กหยีบนใบหน้ายับย่นบวมและแดงก่ำราวไม่ได้หลับได้นอนมาหลายวัน เด็กหนุ่มรู้ตัวว่าลืมก้าวหลบ ทว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้ด่าเอาตามที่ทำบ่อยๆ
 
ไม่ว่าใครก็เหนื่อยล้า เทพเจ้ารบกันจนไพค์แทบจมลงไปวังชลคตเทพได้ไม่กี่วัน ท่าเรือยังซ่อมแซมไม่เรียบร้อย ลูกเรือยังไม่ทันได้พักผ่อนเต็มตา ซีรีปเปอร์ซึ่งเหลือสภาพสมบูรณ์เกือบที่สุดในทัพนาวาก็ต้องแล่นข้ามจากไพค์ไปเกาะผาเกลือ ที่ว่ากันว่าถูกวายุเทพเล่นสนุกจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
 
เหนื่อยมาแทบขาดใจ ยังเจอคลื่นลมสงบราวอยู่ในอ่าว วายุเทพคงไม่พอใจที่รบแพ้ จึงจงในกลั่นแกล้งพวกเขาเช่นนี้

 
เท่านั้นยังไม่พอ…

 
“จะยืนเกะกะก็โดดลงทะเลไป! ไอ้พวกหอก! ไอ้พวกลูกไม่มีพ่อ!”

 
เสียงด่าดังราวจะให้ลอยไปถึงแบล็กไทด์ กระทบลูกเรือสักครึ่งลำได้ แน่ละว่าปกติ ลีธ ซันเดอร์ลี เป็นกัปตันที่ใช้คำพูดคำจาระวังปากกว่านี้ โดยเฉพาะเมื่อกัปตันอย่าง อูลริค ไพค์ ก็…

 
...ใครเป็นกัปตันนะ?

 
เขาหันหลังกลับและเงยหน้าขึ้น มองลีธที่ยืนถมึงทึงคุมพังงาเรืออยู่ เมื่อแรกปากขยับจะถามหาอูลริค แต่ดวงตาแดงช้ำและสีหน้าเหนื่อยล้ากว่าใครของชายตรงหน้าทำให้ต้องชะงัก
 
ไม่ใช่เพียงเท่านั้น...เสียงที่คุ้นเคยร้องเตือนอยู่ในหัวว่า อย่าถาม
 
อย่าได้ถามใคร อย่าบอกใคร
 
อย่ารู้เลย ว่าอูลริคหายไปอยู่ที่ใด

 
ทำไม่เล่า...ทำไมจึงถามไม่ได้ ทำไมไม่อาจรู้ได้
 
ความดื้อดึงที่คงเป็นโรคประจำตัวรักษาไม่หายแย้งขึ้นมา จนเกือบจะตะโกนถามคนที่เริ่มจะงงว่าเป็นกัปตันหรือรองกัปตันกันแน่ออกไปแล้ว ทว่ามือใหญ่และหนักมือหนึ่งก็จับลงบนไหล่ แล้วบีบ...ดึงให้หันไปมอง

 
เขาไม่ปฏิเสธว่าคราแรกคิดว่าจะหันไปพบกับอูลริค
แต่ผู้ที่อยู่ตรงหน้ากลับเป็นลูกเรือร่างใหญ่ที่มีแผลเป็นรอบกาย ใบหน้าคร้ามแดดที่บึ้งตึงเสมอนั้นขยับส่งสัญญาณให้เขาตามไป
เด็กหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ตัดสินใจได้ว่า ยอมตามๆ ไปช่วยงานคู่กรณีเก่า ยังดีกว่าไปพูดอะไรกับลีธที่อารมณ์เหมือนสตรีรอบเดือนไม่ปกติมาตั้งแต่พายุเข้า

 
เขาช่วยลูกเรือร่างใหญ่ผูกยึดลังเสบียงและข้าวของที่ขนมาจากไพค์ เมื่อถึงเกาะผาเกลือจะได้หย่อนลงเรือบดลำเล็ก ลำเลียงเข้าฝั่งได้ง่าย ลังเหล่านั้นมีมากมาย หากเป็นการออกเรือปกติ คงพอเหลือกินเหลือใช้ไปหลายเดือน
 
แต่กับเกาะที่เพิ่งผ่านกรงเล็บโหดเหี้ยมของวายุเทพ...มากกว่านี้สามเท่าก็อาจไม่พอ
 
หลังจากผูกลังไปแล้วเกือบครึ่ง แดดสายแรงจนเริ่มเผาผิวหนังต้นคอที่เปล่าเปลือย เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงรองเท้าของลูกเรือคนอื่นกระทบพื้นกระดานบนด่านฟ้า แม้กัปตันจะหงุดหงิดใจร้อนกว่าเดิมหลายเท่า แต่กิจวัตรต่างๆ บนเรือกลับเริ่มช้ากว่าปกติ
ในเมื่อรีบไปก็เร่งสายลมไม่ได้ อีกทั้งทุกคนยังรู้ดีว่าเมื่อไปถึงที่หมาย มีงานอีกมากมายรอผลาญกำลังอยู่

 
กอร์ดี้ละมือจากปมเชือกที่เพิ่งผูกเสร็จ ชูแขนบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้า ไม่ได้สนใจแม้ลูกเรือร่างใหญ่ที่ทำงานอยู่ด้วยกันจะหันมามองอย่างตำหนิ
แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายสนิท...เคารพอูลริคกว่าใคร หากไม่นับลีธแล้ว คงเป็นผู้ที่รู้เรื่องของอูลริคดีที่สุดบนเรือลำนี้ ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปากถามหากัปตันที่หายไป มือใหญ่ๆ ก็ถูกยื่นมาเบื้องหน้า พร้อมเชือกเก่าๆ ที่ผูกยุ่งเหยิงด้วยเงื่อนตาย
แค่มองก็เข้าใจว่าต่อให้คนเรือฝีมือเก๋าแค่ไหนก็ต้องใช้เวลาแก้ปมบ้าพวกนั้นสักชั่วยาม...เผลอๆ จะแก้ไม่ได้ด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มปัดความคิดที่ว่าชาวประมงสักคนแถวแบล็กไทด์น่าจะแก้เชือกพวกนี้ได้ไวนัก แล้วดึงกริชที่เสียบอยู่ในรองเท้าบูทออกมาตวัดตัดปมน่ารำคาญนั้นอย่างชำนาญ

 
อีกฝ่ายดึงเชือกกลับไปพร้อมเสียงบ่นหงุงหงิงทำนองว่าไอ้ตัวเล็กมันเป็นเด็กโปรดกัปตันได้ตลอดทุกสมัย แต่เขาไม่ได้สนใจจับความ เพราะสายตาจับนิ่งอยู่ที่กริชในมือ…
กริชคมปลามที่ด้ามสลักลวดลายสวยงามเป็นอสูรแปดหนวด เครื่องหมายของลอร์ดแห่งเกรย์จอย

 
กริช...ที่เขาดึงออกมาจากร่างของอูลริค ไพค์

 
วินาทีนั้น เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนแสงแดดถูกห้วงน้ำวนสูบหายไปจนหมด

 
[xxx]

 
 
กรงเล็บของอสูรร้ายยื่นมากรีดผิวหน้า เจ็บร้อนดั่งต้องถ่านคุไฟ
 
เด็กชายได้ยินเสียงกรีดร้อง...มิใช่เสียงร้องของเขา ในดวงตาของอสูรนั้นมิได้สะท้อนภาพเขา…..แววตาหวาดหวั่นนั้น...ใคร?’

 
[xxx]

 
 
เมื่อใกล้เที่ยง ก็ได้ยินเสียงลูกเรือตะโกนแจ้งต่อกันเป็นทอดๆ
พ่อครัวเรียกกอร์ดี้ แบล็กฟอร์ด ไปเสิร์ฟอาหารที่ห้องกัปตัน

 
ทีแรกเขาเหลือบมองกัปตันที่ยืนทำหน้าบูดเป็นวาฬจุดอยู่ข้างพังงาเรืออย่างสงสัย แต่แล้วก็นึกได้ว่าครั้งนี้ ห้องของกัปตันมิได้เป็นที่พำนักของกัปตัน…
แม้ความรู้สึกผิดจะแล่นเข้ามาในใจชั่วขณะ แต่เขาก็อดดีใจไม่ได้ที่ครั้งนี้มี ‘สัมภาระชิ้นใหญ่’ ตามคำของพวกลูกเรือ เดินทางมาด้วย
แม้จะไม่ค่อยพอใจที่ลีธออกคำสั่งห้าม ‘สัมภาระ’ นั้นออกจากห้องพัก แต่ก็เปล่าประโยชน์จะร้องเรียกหรือโวยวาย ที่นี่ไม่มีความยุติธรรม มีแต่คำตัดสินของกัปตัน นั่นคือกฎหมายของชาวเรือ

 
หลังเผชิญแสงจัดของดวงตะวันมาตลอดครึ่งวันเช้า ทางเดินใต้ท้องเรือกลับกลายเป็นสถานที่มืดและอับทึบจนชวนอึดอัด
เด็กหนุ่มยืนนิ่งชั่วครู ให้สายตาชินกับแสงริบหรี่ในทางเดิน แล้วจึงค่อยๆ ก้าวไปยังห้องกัปตัน
เขาเคาะประตูด้วยปลายรองเท้าบูท...ตามธรรมเนียมของลูกเรือ ไม่มีใครอยากเปลืองเวลาและข้อนิ้วเคาะประตูไม้หนาเกินหน้าเกินตากราบเรือ
เมื่อไม่มีเสียงจากคนข้างในว่ารับรู้ เขาก็วางถาดอาหารลงบนพื้น แล้วตบๆ ตามตัว ได้เส้นเหล็กบางๆ ออกมาจากตะเข็บชายเสื้อแล้วแหย่เข้าไปในรูกุญแจ
 
กอร์ดี้เคยได้ยินลูกเรือเล่ากันว่า ประตูห้องกัปตันนั้นถูกถอดมาจากปราสาทสักแห่งบนแผ่นดินใหญ่...แม้ลอร์ดแห่งไพค์จะตกลงละเว้นเวสเทอรอสจากคมดาบของชนชาติเหล็ก แต่ก็แค่กองนาวาหลวง โจรสลัดอาจปล้นชิง และกองนาวาก็ปราบโจรสลัด...ชิงสมบัติต่อมาบ้าง

 
สรุปว่าประตูบานนี้ หากไม่มีกุญแจก็ไขไม่ออก หากคนด้านในไม่ยินดีมาเปิดให้...ก็เปิดไม่ได้เช่นกัน
แต่ไม่มีประตูบานใดที่ล็อกได้ตลอดไปหรอก

เสียง คลิก! เบาๆ ทำให้เด็กหนุ่มยิ้มมุมปาก ก่อนจะหยิบถาดขึ้นจากพื้น ออกแรงดันบานไม้หนาหนักให้เคลื่อน แล้วก้าวเข้าไปในห้อง

 
เลือด…

 
มีดที่มีรอยหยักเป็นเงี่ยงราวอสูรร้ายในนิทานกรีดลงบนผิวเนื้อ โลหิตสีแดงคล้ำหยดลงเปรอะพื้นกระดาน
เวลาคงผ่านไปเพียงเสี้ยววินาที แต่เด็กหนุ่มรู้สึกราวขาของตนก้าวได้ช้าเหลือเกิน
 
 
“ออส! ทำอะไรน่ะ!”
 
 
เขาถลันเข้าไปหาพี่ชายที่กำลังจรดใบมีด กรีดผิวเนื้อบนแขนที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแผลเป็น...น่ากลัวจะเป็นแผลจากคมมีดเดิมๆ ที่กรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่านี่ด้วยซ้ำ
แต่แรงมหาศาลผลักเขาออกมา พร้อมผรุสวาจาขับไล่
 
เด็กหนุ่มยังมึนงงอยู่เมื่อตัวเองก้าวถอยออกมาจากห้อง ข้ามถาดอาหารที่หล่นลงบนพื้น ก้อนขนมปังกลิ้งไปอยู่มุมห้อง
 
 
เขากะพริบตาหนึ่งครั้ง ขณะพี่ชายดึงแขนเสื้อลงบดบังร่องรอยแผลทั้งใหม่และเก่าบนท่อนแขน
แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว รู้สึกว่าอะไรสักอย่างไม่ถูกต้อง แต่เมื่อมองไม่เห็นบาดแผล ก็ดูราวกับเหตุการณ์ที่ได้เห็นเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องที่คิดไปเอง...เป็นเพียงความฝัน
 
 
[xxx]

 
เมื่อได้ขึ้นมาสัมผัสแสงบนด่านฟ้าอีกครั้งก็คล้อยบ่ายแล้ว เด็กหนุ่มแว่วเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจของลูกเรือ เมื่อผาสูงชันของเกาะผาเกลือปรากฏที่เส้นขอบฟ้า เห็นฝูงนกอพยพร่อนมาทักทายเรือแปลกหน้า เขาเหลือบมองกัปตันคนปัจจุบันที่ยังคุมพังงาเรือไม่ห่างอีกครั้ง ใบหน้าที่เครียดขมึงมาหลายวันค่อยมีท่าทีผ่อนคลาย เมื่อเห็นว่าเกาะบ้านเกิดยังมิได้จมลงไปเป็นส่วนหนึ่งของวังแห่งเทพ
 
 
กอร์ดี้ แบล็กฟอร์ด ถอนใจอย่างโล่งอก แม้รู้ว่างานหนักรออยู่ แต่เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้ง ที่เขาอยากเหยียบแผ่นดิน มากกว่ากระดานพื้นเรือ
 
 
ทว่า...ในวันนี้ ต้นอ่อนของบางสิ่ง ได้งอกเงยขึ้นในจิตใจของเด็กหนุ่ม
ใบอ่อนสีแดงที่มีเงี่ยงหยัก...และแหลมคมดุจมีด



===================================
===================================
 
 
 
- เน่ามาก เผามาก รับไม่ได้
- ตูจะรีไรต์
- เขียนมาหลายเวนท์ เพิ่งมีชื่อเรือ ตกลงว่าชื่อ Sea Reaper นะ
- ความภูมิใจเดียวคือ...ยัด "อานม้า" ลงไปได้
- ใครอ่านรู้เรื่องข้าอยากกราบ แงงงง
- กอร์ดี้พิการแล้ว 1 ครั้ง พิการอะไร? อยู่ในนี้แหละ : D Dissociative Amnesia
 
 
 

edit @ 9 Sep 2013 22:12:42 by GoMuth

Comment

Comment:

Tweet

ตรวจกิจกรรม:
ตัวอักษรทั้งหมด 10,906 ตัว
คำที่กำหนดให้ 10 คำ
รวมทั้งหมด 10906/7 = 1558
ผลตอบแทนที่ได้รับ: Money 400, Merit 10

#5 By EGoT on 2013-10-15 21:06

คือเราอ่านไปหลายรอบแล้วล่ะ /ปิดหน้า //อ่านตั้งแต่เริ่มเขียน
//แผล่บบบบบบบบบบบบ

ก่อนอื่น เราเบื่ออูลริคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคค ไปตายซะะะะะะะะะะะะะะ //มันตายแล้วนี่หว่า(....)
ชื่อมันโผล่มาตลอดเลยยยยยยยยย นี่นายชื่อดังกว่าเพลย์เยอร์แล้วนะะะะะ น่าส่งไปลงหาเสียงแข่งกับดิค //อุบส์
แต่คือหมั่นส้ายยยยยยยยยยยยยย หมั่นไส้มันนนนนนนนนนนนนน
//โปรยหนามตะบองเพชรจากซาฮาร่าลงทะเลไปให้เป็นของฝาก

ต่อไป คุณลีธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธ
//หวีดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
คุณลีธขราาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
//แดรก
//กลืน
//อม
//เขมือบ
//ขย้ำ

//แผล่บบบบบบบบบบบบ
ชอบอ่ะะะะะะะ ฮือออออออออออออออออ ชอบคุณลีธ
แค่เห็นคุณลีธโผล่มาก็ติ่งแตกแล้ววววว ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
ชอบคุณลีธหน้าบูดเป็นวาฬจุด //โมเอ้วววววววววววววววว(.....)
คุณลีธอยากได้ปอมไปเลี้ยง....//หยุด
แต่เหตุผลที่คุณลีธหงุดหงิดเราว่ามันน่ารักมากเลยนะ
แบบ ผู้ชายคนนี้ค่อดน่ารักเลยยยยยย ห่วงลูกห่วงครอบครัวอ่ะ ฟฟฟฟฟฟฟ
//ขอได้มั้ยคะ(.....)
ผาเกลือยังอยู่ดีน่าคุณลีธ มาคราวนี้ได้อยู่นานด้วยนะ
//อยากเห็นคุณลีธเวลาอยู่กับลูกสาวมากเบย //มองตาปิ๊งๆ

กอร์ดี้น่ารักกกกกกกกกกกกกกกกก มุ้งมิ้งอย่างกอร์ดี้จริงๆ
เราจะไม่พูดมากเดี๋ยวมันจะเฉลย /ปิดปากรัวๆ
ฝันน้องจายแม่ม....แม่มมมมมมมม //ทุบโต๊ะ
มันแบบ แบบ.....................//วิ่งเข้าไปกอดแน่นนนนนนนนน

อาการกอร์ดี้แย่อ่ะ มันอันตรายนะ อันตรายมากกกกกกกก
/เขย่าคอแอ้มศรี
//เขย่าคอออสด้วย

ประทับใจกับอานม้ามาก มากเลยบ่องตง //ใครเอามานอนหนุนอยากจะรู้
ปล. ใครฆ่าอูลริคเหรอ

#4 By TanatOs on 2013-09-09 23:52

มัน... แอ๊บสแตร็คมาก.....

แต่ตรงความสับสนของกอร์ดี้ก็เป็นเสน่ห์นึงของเอนทรี่นี้นะ รอติดตามสตอรี่ของพี่น้องบ้านนี้ต่อปายย

#3 By BloodyPena :: Through Ages on 2013-09-09 23:39

อ่านแล้วรู้สึกเหมือนเดินๆๆกำลังจะไปทำอะไรสักอย่าง แล้วชะงัก ดันลืมไปซะงั้นว่าจะทำอะไร ลืมไปหมดว่าเดินมาอยู่ตรงนี้ได้ไง
ไม่แน่ใจเลยอะว่าอันไหนคือภาพจริงอันไหนภาพเสมือนหัวตั้ง (?) ไม่กล้าบอกไรมากเรย ฮืออออ
พี่แอ้มเขียนละได้กลิ่นทะเลได้ยินเสียงคลื่นตัลหลอดเวย์
ป.ล. ใครกันฆ่าอูลริคไพค์

#2 By Star* of Radiance on 2013-09-09 23:00

นี่มันยาวมากน่ะ......
ชอบการตัดฉากของพี่แอ้มอะ มันดูแบบ ต้องไปนั่งคิดต่อดีว่าเกิดอะไรขึ้น ๕๕๕๕๕๕๕
เบื่ออูลริคไพค์แล้ว ชื่อนายเต็มไปหมด ทำไมนายเซเลปขนาดนี้ นายเป็นแค่ NPC ที่ตายไปแล้วนะ ฮ่วย
ชอบตรงจังหวะอานม้า มันเหนือความคาดหมายดี๕๕
นายน้องน้อยมากอะกอร์ดี้
รออ่านต่อ

#1 By Lil'z on 2013-09-09 22:35