[EHW] Scrying - Pursuer

posted on 14 Aug 2013 17:07 by gomuth in EHW
เอนทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
 
 
 
 
 
 
Amara's Scrying : Pursuer
 
 
 
เมื่อควันในดวงแก้วสลายไป ภาพฝันจึงปรากฏ

เด็กสาวมองอนาคตของตน ดวงหน้าไร้อารมณ์ ไร้รอยยิ้ม
มิได้โศกเศร้า หรือยินดี
อนาคตเช่นนี้...ไม่ได้เกินหรือขาดจากที่คิดไว้เลย
 
 
 
...
 
 
 
 
“อรุณสวัสดิ์อมาร่า!”
 
เสียงน่ารำคาญดังขึ้นแต่เช้า ยังผลให้เด็กสาวผมดำชักสีหน้า ส้นของรองเท้าหนังมันปลาบกระทบพื้นหินบนระเบียงดังขึ้น รัวขึ้น เมื่อเจ้าของสาวเท้ารัวเร็วกว่าเดิมสองเท่าตัว
 
การเดินลงส้นเร็วๆ แม้จะทำให้เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น แต่ก็ทำให้รองเท้าสึกไวกว่าเดินปกติ ทั้งยังไม่ใช่กิริยาที่สุภาพสตรีสมควรกระทำในที่สาธารณะ...หรือที่ไหนๆ ก็ตาม
 
แต่ในกรณีนี้ เธออนุญาตให้ตนเองหยุดการเป็นสุภาพสตรีไว้ชั่วคราว
 
 
 
 
 
 
อนาคต...ของฉัน
 
 
 
 
 
 
“ทำการบ้านวิชาพยากรณ์ศาสตร์เสร็จแล้วหรือยังจ๊ะ”
 
เสียงเดิมดังขึ้น ไหลลื่นเป็นท่วงทำนองปัญญาอ่อนเหมือนเด็กประถมร้องเพลงเล่นๆ...แค่เปลี่ยนประโยคใหม่ พร้อมใบหน้าแป้นแล้นโผล่ขึ้นมาจากกรอบหน้าต่าง
 
...ของหอคอยชั้นเกือบบนสุด
 
เธอเคยได้ยินสำนวนของพวกเลือดสีโคลนว่า “คนบ้ามักชอบอยู่ที่สูงๆ”
 
แต่การขี่ไม้กวาด หรือใช้คาถาติดหนึบไต่หอคอยขึ้นมาจากด้านนอกไม่น่าจะใช่พฤติกรรมปกติของคนบ้าสักเท่าไร
หรือเพราะเป็นคนบ้า...ก็เลยทำอะไรปกติไม่ได้กันแน่นะ
 
 
 
 
 
ไม่มีเสียงน่ารำคาญ...
 
 
 
 
 
เธอพยายามทำหูทวนลม แม้จะรู้ว่าเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะไม่ควร แต่ในกรณีที่เจ้าเสียงรบกวนนี่ชวนให้เธอทำกิริยาที่ไม่ควรยิ่งกว่า (เช่น สาปเจ้าของเสียงให้แข็งค้างอยู่นอกหน้าต่างนั่นสักสามวัน...ซึ่งเสี่ยงจะถูกหักคะแนนรวมของบ้าน แน่นอนละว่าเจ้าตัวปากไม่มีหูรูดที่นอกหน้าต่างนั้นคงไม่ลังเลที่จะบอกอาจารย์คนไหนๆ เลยว่าเธอเป็นคนร้าย หรือร่ายคำสาปกรีดแทงใส่...ซึ่งเสี่ยงจะทำให้ถูกลากตัวไปอยู่คุกอัซคาบันเสียเปล่าๆ) เด็กสาวก็คิดว่าการทำหูทวนลมคงไม่ใช่เรื่องเสียมารยาทเกินไปนัก
 
 
 
 
ไม่มีใครรบกวน...
 
 
 
 
“อ-มา-ร่า-า-า-า....”
 
เสียงเรียกยานคางยังคงไล่หลังมา แม้เธอจะก้าวเท้าลงบันไดอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่เป็น ‘การวิ่ง’ แล้ว
แน่นอน การวิ่งลงบันไดเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะไม่ควร นอกจากไม่เป็นกิริยาของสุภาพสตรีแล้ว ยังอันตรายอีกด้วย
ทั้งๆ ที่คิดว่าเช้านี้จะไปลองทำนายอนาคตตามที่ได้รับคำสั่งมาอีกรอบ แต่วันนี้คงฤกษ์ไม่ดี เพราะเจอเจ้าตัวจุ้นจ้านตามรังควาญไม่หยุด
เธอไม่รู้หรอกว่ามีคาถาใดที่ช่วยให้ย้อนดู ‘ภาพอนาคต’ ที่ผู้ใช้คนก่อนหน้ามองเห็นได้ไหม และถ้ามีคาถาเช่นนั้นจริง ก็ไม่รู้หรอกว่านักเรียนชั้นปีที่สี่จะมีปัญญาใช้หรือไม่
แต่กันไว้ดีกว่าแก้ ประมาทไปจะต้องเสียใจภายหลัง
 
โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายตรงข้ามคือเจ้าตัวกระดำกระด่างนั่น
 
 
 
 
ไม่มีความ...คาดหวัง
 
 
 
 
 
“อมาร่า...อย่าเงียบสิ”
 
เด็กสาวใช้ปลายนิ้วคลึงขมับทั้งสองข้างช้าๆ ใจหนึ่งอยากจะโต้ออกไปว่า เธออยู่ในห้องสมุด การนั่งเงียบๆ อ่านหนังสืออย่างสงบนั้นก็เป็นสิ่งที่ถูกที่ควรแล้วไม่ใช่หรือ
 
แต่ถ้าทำเช่นนั้น จะกลายเป็นต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าคนตรงหน้า ซึ่งการต่อล้อต่อเถียงนั้นนับเป็นการ ‘พูดคุย’ เช่นกัน
และการพูดคุย สนทนา มีปฏิสัมพันธ์...กับเบนจามิน เพียร์ซ เป็นเรื่องไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่ง
 
ดังนั้นเธอจึงกัดริมฝีปาก ยั้งตัวเองไว้ ไม่ให้โต้ตอบอะไรออกไป
ดวงตาสีเข้มจดจ่ออยู่กับเเส้นหมึกในตำราเบื้องหน้า พยายามทำความเข้าใจเนื้อความ โดยมีเสียงพึมพำหงุงหงิงน่ารำคาญไหลเข้าหูซ้าย และเลื่อนออกไปทางหูขวา
 
จนเมื่อเสียงนั้นมันดังขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเรียกบรรณารักษ์ให้โผล่มาตะเพิดเธอออกไปจากห้องสมุด ข้อหานั่งอยู่ตรงหน้าเจ้าตัวส่งเสียงรบกวน เด็กสาวจึงเงยหน้าขึ้นช้าๆ
ใบหน้าแช่มชื่นยินดีของอีกฝ่ายนั้นชวนให้หงุดหงิดยิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อเธอพยายามมองมัน โดยไม่ใส่ใจรอยกระดำกระด่างจากบนแขนขวา ที่วันนี้ลามมาถึงปลายคางของเจ้าตัวน่ารำคาญ
มันช่วยไม่ได้ที่จะต้องฝึกฝน ‘คำสาป’ ในชั้นเรียนวิชาคาถา หรือการป้องกันตัวจากศาสตร์มืด...แต่นั่นไม่ใช่เรื่องของเธอ มันจะลายพร้อยเป็นดัลเมเชี่ยนก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ
เบนจามิน เพียร์ซ อ้าปากจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงสดใสที่แสนน่ารำคาญ แต่เด็กสาวเร็วกว่า
 
“หุบปากซะ...ไอ้เลือดสีโคลน”
 
 
 
 
 
 
เงียบ....สงบ
เธอเดินอยู่ตามลำพัง ก้าวช้าๆ ด้วยท่วงท่าภูมิฐานอย่างที่ได้รับการสั่งสอนมา เป็นลักษณะการเดินที่เหมาะสมกับเด็กสาวมีการศึกษา
 
ค่ำนี้ควรจะเป็นช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบ...
 
แต่...
 
เสียงฝีเท้าเบาๆ แว่วมาจากเบื้องหลัง เธอรู้ว่าเมื่อหันไป จะไม่เห็นใครยืนอยู่ตรงนั้น อย่างดีก็จับได้ว่ามีชายเสื้อคลุมปลิวเข้าไปหลบในตู้ หรือตามมุมทางเดิน
 
คำว่า “หุบปาก” นั้นได้ผลตรงตัวอย่างยิ่ง
อีกฝ่ายหยุดพูดในทันใด... แต่ตามปกติแล้ว คำด่าว่ารุนแรงเช่นนั้นจะยังผลให้เจ้านั่นหายหน้าไปอย่างน้องสามวัน
 
จึงเห็นได้ชัดว่าธุระในวันนี้คงมีความสำคัญมากกว่าแค่ก่อกวนเธอตามปกติ
 
ฝีเท้าที่มั่นคงชะงักนิดหนึ่งเมื่อนึกได้ว่าอาจจะเป็นเรื่องสำคัญ...อาจจะเป็นเรื่องร้าย
...ก่อนก้าวต่อไปด้วยจังหวะเดิม เมื่อนึกได้ว่าคงไม่มีเรื่องร้ายใดของอีกฝ่ายที่บังอาจส่งผลกระทบมาถึงเธอ
 
แต่จังหวะหยุดเพียงชั่วครู่ คงทำให้อีกฝ่ายตีความผิดไป เสียงฝีเท้าที่ไล่หลังมาจึงดังขึ้นเล็กน้อย...ใกล้กว่าเดิมเล็กน้อย
ไล่หลังตามมาจนเริ่มรู้สึกว่าน่ารำคาญ
 
เด็กสาวจึงหันไปมองด้านหลัง ครั้งนี้ไม่ได้พบทางเดินว่างเปล่า หรือชายผ้าคลุมปลิวพลิ้วขณะเจ้าของหนีไปซ่อนอีก
 
“มีธุระอะไร”
 
เธอรำคาญเกินกว่าจะมัวคิดว่ามันถูกและควรหรือไม่ ที่ตนเป็นฝ่ายเริ่มสนทนาก่อน
หากเป็นยามปกติ เจ้าคนตรงหน้าคงยิ้มแป้น เด้งด๋องแด๋งดีอกดีใจที่เธอยอมพูดด้วยก่อน แต่ค่ำนี้อีกฝ่ายกลับผงกหัวน้อยๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาสีฟ้าที่เธอเกลียดหลุบลงพื้น ไม่มองมาที่เธอด้วยท่าทางร่าเริงจนน่าคลื่นไส้เช่นเคย
 
“ก็แค่อยากจะรู้เองน่ะน้าาา”
 
เสียงพูดยานคางเหมือนเดิม แต่ไม่มีวี่แววข