[EGoT] Ep1 Turn1

posted on 29 Jun 2013 23:06 by gomuth
 
 
 
 
 
Gordie Blackford
Warrior of Iron Islands
 
--------------------------------------------------------------------------
 
 
In the name of Pyke,
and the old way of Ironborn.



Then...
 

กลิ่นทะเลลอยเข้าจมูกมาขณะเขาพยายามสูดลมหายใจ

ไม่ใช่แค่กลิ่นเกลือ แต่ยังประกอบด้วยกลิ่นของซากสาหร่ายที่ค่อยๆ ย่อยสลาย ไม้ท้องเรือที่ผุกร่อนตามแรงกระแทกของเกลียวคลื่น คาวปลาที่เพิ่งถูกทอดแห จับขึ้นจากใต้ท้องสมุทร กลิ่นดินที่ถูกน้ำเซาะจนละลายลงไปผสมจนน้ำเป็นสีขุ่น และกลิ่นของโลหะ...

กลิ่นที่ผสมปนเปจนแยกไม่ออก ไม่ใช่กลิ่นที่หอม ไม่ใช่กลิ่นที่เหม็น แต่เป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคย

ไม่มีอะไรน่าหลงใหลไปกว่านี้อีกแล้ว
 
“หายเหนื่อยหรือยัง กอร์เดน?”
 
เสียงที่แทรกเสียงของเกลียวคลื่นมานั้นไม่ดังนัก ทั้งยังไม่มีสำเนียงเร่งเร้า หรือบีบบังคับ แต่ก็ทำให้เขายอมลืมตาขึ้น เงาร่างของชายคนหนึ่งนั่งบังแสงตะวันอยู่ ทำให้แสงนั้นไม่ส่องเข้าตาเขาจนน่ารำคาญ ไม่รู้ว่าจงใจหรือไม่ ทิศที่นั่งเช่นนั้นก็ทำให้เขามองหน้าอีกฝ่ายได้ไม่ชัดเจนเช่นกัน
 
แต่ใครจะไปสน ในเมื่อเขารู้จักชายคนนี้ดีอยู่แล้ว
 
“ข้าไม่ได้ชื่อกอร์เดน”
 
เขาตอบ ทั้งๆ ที่ยังพยายามอ้าปากฮุบอากาศ น่าสมเพชเหมือนปลาที่ถูกแหดึงขึ้นมาบนด่านฟ้าเรือ กลิ่นทะเลไหลผ่านลำคอ วนขึ้นมาถึงจมูก แม้จะไม่มีละอองน้ำกระเซ็นขึ้นมาถึงจุดที่พวกเขาอยู่ แต่ละอองทะเลก็เข้มข้นจนรู้สึกได้ถึงรสเค็มในปาก
 
“เป็นชื่อที่ดีนะ...เจ้าเป็นป้อมปราการอันกว้างใหญ่ ที่จะปกป้องเกาะแห่งนี้ของพวกเราไงล่ะ”
 
อีกฝ่ายยังคงไม่ฟัง และพูดต่อไปราวไม่ได้ยินเสียงค้านผสมหอบของเขา
 
“ข้าบอกว่า...”
 
พูดได้แค่นั้น ชายตรงหน้าก็ลุกขึ้น แสงตะวันที่เคยถูกบดบังสองเข้าตาเขาอย่างจังจนต้องยกมือขึ้นขวาง แต่ยังไม่ทันจะได้บ่นว่า ก็รู้สึกถึงแรงกระแทกที่ท้องน้อย...ไม่รุนแรงจนทำให้บาดเจ็บ แต่ก็ไม่เบาจนทนรับได้โดยไม่พ่นผรุสวาจาออกไปเช่นกัน

“ลุกขึ้น กอร์เดน ถ้าเจ้าหายเหนื่อยแล้วก็ต้องซ้อมต่อ”

เจ้าของเสียงนั้นพูดเนิบๆ เช่นเคย...วาจาของเขาไม่ได้แฝงสำเนียงขู่บังคับหรือเร่งรัด แต่กลับมีอำนาจให้ผู้ฟังยอมลุกขึ้นปฏิบัติตาม

...และอาจจะเป็นเพราะปลายรองเท้าหนาๆ หนักๆ ที่คอยเตะอย่างไม่ค่อยเบาเหมือนจะย้ำคำนั่นด้วย

เขาลุกขึ้นช้าๆ ยังปวดหนึบตามร่างกาย ถ้าถอดเสื้อออกคงเห็นรอยช้ำเป็นปื้นตามสีข้างหรือท่อนแขน แต่ลูกผู้ชายเขาไม่บ่นเรื่องแบบนั้นกัน ไม่ใช่หรือ
 
มือหนึ่งป่ายควานจนพบด้ามดาบซึ่งวางอยู่บนพื้น ดาบเหล็กที่ไม่ได้คมอะไรมากนัก แต่หนักและแข็งแรงจนสับดาบบางๆ ของพวกบนฝั่งให้หักครึ่งได้หากหวดลงไปได้จังหวะ ออสเคยบอกว่ามันหนักเกินไป ใหญ่เกินไป ไม่เหมาะกับมือของเขา...

แต่ออสไม่ใช่กัปตันเรือของเขา...ไม่ใช่นายกองของเขา

 
‘เจ้าตัวแค่นี้ ถ้าไม่รีบโตคงโดนเหยียบตายอยู่บนเรือเพราะคนอื่นไม่ทันมองเห็นเป็นแน่’

นั่นคือประโยคแรกที่คนตรงหน้าพูดกับเขา ก่อนมือใหญ่ที่ด้านเพราะด้ามดาบและเชือกเรือจะตะปบลงบนศีรษะ ขยี้จนผมที่หยิกอยู่แล้วยิ่งยุ่งเหยิง แล้วสั่งให้ไปตัดผมเสีย ไม่อย่างนั้นเวลาต่อสู้คงถูกศัตรูจิกดึงไปปาดคอเอาได้ง่ายๆ

แต่เจ้าตัวคนพูด กลับไว้ผมยาวจนรวบมัด หรือแม้แต่ถักเป็นหางเปียสั้นๆ ได้
 
 
“ถ้าเหม่อแบบนี้ในสนามรบ เจ้าก็ตายไปแล้ว”

เสียงนั้นดังมาขณะที่เขานอนกลิ้งอยู่บนพื้น ดาบเหล็กใหญ่และหนักกระเด็นไปไกลเกินมือจะเอื้อมถึง...และไม่คิดจะเอื้อม เพราะสองมือของเขาจับแน่นที่หัวเข่าข้างซ้าย คู้ตัว พยายามไม่ดิ้นทุรนทุรายแสดงอาการเจ็บปวด

ดาบใหญ่ที่หักอาวุธของศัตรูได้ง่ายดาย ไม่มีค่าอะไรเมื่อต้องห้ำหั่นกับคนตรงหน้า...

ทั้งที่อีกฝ่ายถือเพียงท่อนไม้แท้ๆ

เขาขบกราม กัดฟันกรอด เปล่งเสียงที่ผู้อื่นคงฟังไม่ออกว่าเจ็บแค้นในใจหรือเจ็บปวดหัวเข่าที่เพิ่งถูกท่อนไม้ฟาด อีกฝ่ายนิ่งไปนาน รู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบข้างเงียบลงกะทันหัน ทั้งๆ ที่สายลมยังพัด นกนางนวลยังร้อง เสียงคลื่นระทบโขดหินยังไม่หายไปไหน

“กอร์เดน...?”

ท้ายคำเรียก(ผิดๆ)นั้น มีสำเนียงของความไม่แน่ใจ และอาจจะ...เป็นห่วง

“กอร์เดน!”

เมื่อเขาไม่ตอบ ไม่มีทีท่ารับรู้อะไรนอกจากความเจ็บปวดที่หัวเข่า เสียงเรียกนั้นเริ่มแฝงความตื่นตระหนก ท่อนไม้ที่ใช้ต่างอาวุธเมื่อครู่ถูกโยนทิ้งไป ขณะเจ้าตัวคุกเข่าข้างหนึ่งลงนั่งแล้วยื่นมือมาหา

เขารอเวลานี้อยู่แล้ว...

เพียงเสี้ยววินาที พอๆ กับช่วงเวลาที่นกทะเลโฉบลงจิกปลาเล็กๆ ขึ้นจากน้ำ มือทั้งสองก็ปล่อยหัวเข่าซึ่งเมื่อครู่ยังแสดงท่าว่าเจ็บเสียเต็มประดา ขาข้างเดียวกันนั้นสะบัด...ดีดขึ้นอย่างคล่องแคล่ว ฟาดเข้าซอกคอของคนที่คุกเข่าลงมาดูอาการ
 

สิบวินาทีต่อมา กอร์ดี้ แบล็กฟอร์ด ก็พบว่าผิวที่ดูเหมือนเรียบของโขดหินริมทะเลนั้นมีตะไคร่และมอสสีต่างๆ ขึ้นอยู่รวมกันมากกว่าห้าสี...

แถมยังมีเศษเล็บของมนุษย์ปักติดอยู่ในซอกหินด้วย

ทว่า ก่อนจะได้นอนนับจำนวนรอยแยกรอยแตกบนโขดหินจนครบ เสียงเดิมที่พูดกับเขามาตลอดบ่ายก็ดังขึ้น

“ถ้าจะจู่โจมใครที่เผลอ...เจ้าต้องแน่ใจว่าเขาเผลอจริงๆ เข้าใจไหม ก-อ-ร์-เ-ด-น”

คำสุดท้ายที่ลากเสียงยาวอย่างชัดถ้อยชัดคำและจงใจ ทำให้เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง ทั้งๆ ที่ในหัวยังมีเสียงเหมือนใครตีกลองตังตุ้บๆ อยู่ คราวนี้คู่สนทนาไม่ได้ยืนหันหลังให้แสงจึงมองเห็นหน้าตาได้อย่างชัดเจน
 
...ก็ใช่ว่าไม่เห็นหน้าแล้วจะจำไม่ได้หรอกนะ

“ท่านไม่ไว้ใจข้าละสิ กั-ป-ตั-น”

เขาเค้นเสียง รู้สึกดีที่ตนเองยังพูดได้แม้จะโดนทุบอั้กอย่างไม่ปรานีจนนึกว่าปอดจะหลุดออกมาทางปากเสียแล้ว

อีกฝ่ายขมวดคิ้ว ก่อนจะนั่งคุกเข่าลงข้างหนึ่งเช่นเคย ดวงตาสีเข้มที่จ้องมองเขาไม่ได้ดุดัน ไม่ได้เหี้ยมเกรียม แต่กลับทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกลำบากใจเป็นที่สุด

สิ่งที่อยู่ในแววตาของอีกฝ่าย ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคย...แต่กลับนึกไม่ออก รู้สึกสบายใจ...เหมือนเวลาได้สวมรองเท้าบูทแห้งๆ นุ่มๆ แต่ในรองเท้านั้นกลับมีเศษกรวดแหลมๆ ที่คอยแทงซอกนิ้วให้รำคาญตลอดเวลา เหมือน...

ก่อนที่จะได้คิดเปรียบเทียบต่อ มือใหญ่ๆ ที่กร้านจากการใช้ดาบและถือเชือกเรือก็ตบป้าบเข้ากลางกระหม่อม ทำเอาเด็กหนุ่มหัวคะมำ แทบลงไปนอนนับร่องหินอีกรอบ

“จะอยู่กับคนที่ไว้ใจได้หรือไม่ นักรบก็ต้องระวังตัวเสมอ และอีกอย่าง ถ้าเจ้าจะเรียกข้าว่า ‘กัปตัน’ ก็จงเรียกด้วยความเคารพ มิใช่ประชดประชัน”

เสียงทุ้มนุ่มทำให้ถ้อยคำที่ควรเป็นการสั่งสอนน่าฟังขึ้นไม่น้อย แต่แน่ละว่าเด็กหนุ่มตั้งใจฟังไปไม่ถึงครึ่ง เขามัวแต่ถอดเสื้อชุ่มเหงื่อออกแล้วสำรวจรอบช้ำกับรอยถลอกบนลำตัว แล้วยิ้มดีใจนิดหน่อยที่ครั้งนี้รอยแผลทั้งหลายไม่ได้มีมากเท่าที่เคย

แผลเป็นบนใบหน้ารั้งหนังส่วนหนึ่งไว้เมื่อเขายิ้ม ทำให้รอยยิ้มที่ควรจะสดใสบิดเบี้ยวจนดูน่าหวาดหวั่น...ในกรณีที่มองจากสายตาของคนไม่คุ้นเคย

แต่คนตรงหน้าไม่ได้ ‘ไม่คุ้นเคย’ จึงแค่ขมวดคิ้วเมื่อเห็นเขายิ้มร่าทั้งๆ ที่แผลเต็มตัว

“พูดมาเป็นร้อยรอบแล้วน่า...ริค”

“ข้าไม่ได้ชื่อ ‘ริค’ ”

“ข้าก็ไม่ได้ชื่อ ‘กอร์เดน’ เหมือนกัน!”

เมื่อคำที่พูดออกไปถูกขัดอย่างรวดเร็ว เขาก็ตอบโต้ได้รวดเร็วไม่แพ้กัน สุดท้ายอีกฝ่ายที่มีอายุมากกว่า มียศเหนือกว่า...แถมยังมีความสูงมากกว่า ก็ถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“เจ้ามันดื้อ...”

ว่าแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิข้างๆ เขา ใบหน้าที่มีหนวดเคราประปรายดูผ่อนคลายลง ขณะหันมองออกไปยังท้องทะเล

“...แต่ ก็ทำได้ดี ถ้าเจ้าจะเลิกพยายามจิกผมข้าระหว่างสู้ หรือเอากำลังที่ไม่ได้มีเยอะเอาเสียเลยมางัดกับข้า คงไม่โดนซัดจนล้มบ่อยขนาดนี้...”

คำที่แยกไม่ออกว่าชื่นชมหรือตำหนิหลุดไหลออกมาจากปากของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง สำรวจรอยช้ำรอบถลอกบนร่างกายบ้าง ประเดี๋ยวก็หันไปสะบัดเสื้อชุ่มเหงื่อที่ถอดผึ่งไว้เพื่อดูว่าแห้งหรือยัง...ทำทั้งหมดนี่แล้วอีกฝ่ายก็ยังไม่หมดเรื่องพูด

จนเขาหันไปจ้องมองดาบสั้นที่รัดไว้ข้างเอวของอีกฝ่าย...

ดาบเล่มนั้น...ควรจะเรียกว่ามีดยาวเสียมากกว่า ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยปลอกหนังที่ตัดเย็บอย่างประณีต หากชักออกมาจะได้เห็นใบมีดโลหะสีดำ ทว่าเมื่อต้องแสงตะวัน กลับเรืองเรื่อราวกับมีเวทมนตร์ ดาบเล่มนี้ดื่มเลือดศัตรูมามากเกินจะนับ หากแต่ไม่เคยต้องลับ ไม่เคยหมดความคม ‘เจ้าของ’ ของมันเคยบอกเขาว่า ใบมีดตีขึ้นจากเหล็กกล้าในเมืองอันห่างไกล ในยุคสมัยเก่าก่อน สมัยนี้หาช่างตีดาบมือเยี่ยมที่สร้างสรรค์อาวุธเช่นนี้แทบไม่ได้แล้ว

เพราะอย่างนั้น ดาบเช่นนี้จึงมีค่านัก มูลค่าสูงจนนักรบธรรมดาไม่อาจเอื้อม

แน่นอนว่า ‘เจ้าของ’ คนปัจจุบัน ไม่ได้ซื้อหามันมา อย่างน้อยก็ไม่ใช่ด้วยเงินตรา

ไม่นาน คนที่ยังพูด(บ่น)ไม่หยุดก็เงียบเสียงไป กอร์ดี้รู้สึกตัวเมื่อดวงตาสีเข้มนั้นละจากขอบฟ้ามาจ้องมองที่เขา เด็กหนุ่มสบตาคู่นั้น แล้วเอ่ยเหมือนที่เคยร้องขอมานับครั้งไม่ถ้วน

“ขอข้าดูหน่อยสิ”

และก็เป็นครั้งที่นับไม่ถ้วนแล้วเช่นกัน ที่บุคคลตรงหน้ายิ้ม รอยยิ้มที่เหมือนผู้ใหญ่ลำบากใจกับคำรบเร้าไม่เข้าท่าของเด็กๆ แต่มือที่กร้านหนาก็จับด้ามดาบเล่มนั้น และดึงมันออกมาจากฝักด้วยความระมัดระวัง

“ตั้งใจดูเข้าล่ะ มันไม่ใช่ของเล่นหรือมีไว้อวดใคร ไม่ได้หาดูได้บ่อยๆ”

เขาพยักหน้าเมื่อได้ยินประโยคที่ฟังมา...นับครั้งไม่ถ้วนแล้วเช่นกัน แล้วจ้องใบมีดคมปลาบที่ขึ้นเงาจนสะท้อนภาพของตนได้ชัดเจน เขาเห็นภาพดวงตาสีเทาของตนอยู่บนคมมีด แต่ครั้นจะเอื้อมมือไปจับ ก็สบเข้ากับดวงตาสีเข้มของอีกฝ่ายที่จ้องมองมาเหนือคมมีด

ดูได้...แต่ห้ามจับ เป็นกฎที่ไม่มีใครเอ่ยถึง แต่เขาทราบดี ทุกครั้งที่เจ้าของชักดาบเล่มนี้ออกมา

เหตุผลจะเป็นเพราะมันเป็นดาบที่คมมากจนแต่สัมผัสเบาๆ เลือดก็ไหลโกรกได้ จึงเป็นอันตราย ไปจนถึงเจ้าของแค่หวงไม่อยากให้ดาบเปื้อน เขาก็ไม่ใส่ใจ

แค่หากมันเป็นสิ่งที่ทำให้อีกฝ่ายขุ่นข้องหมองใจ เขาจะไม่ทำ

 
ไม่นาน...เมื่อแสงตะวันเริ่มจมหายลงในมหาสมุทรที่สุดขอบฟ้า อีกฝ่ายก็เก็บดาบเข้าฝักหนัง แล้วลุกขึ้นยืน ทั้งยังเอ่ยเร่ง

“ข้ามีเรื่องต้องทำอีกเยอะ ไม่ได้ว่างวิ่งเล่นปั่นหัวใครๆ ไปวันๆ เหมือนพวกเจ้า”

เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ‘พวกเจ้า’ ที่ว่ามันใครกัน จะว่าลูกเรือคนอื่นๆ ใต้อาณัติของอีกฝ่ายก็คงไม่ใช่ เพราะอายุอานามแต่ละคนข้ามเส้นที่จะเรียกพฤติกรรมเหลวไหลว่า ‘วิ่งเล่น’ ได้ไปนานแล้ว อีกทั้งเขาก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันบนเกาะ...

ถ้าไม่นับ ‘คนผู้นั้น’ ละก็นะ

ยังไม่ทันได้อ้าปากเถียงว่าเขากับ ‘คนผู้นั้น’ ไม่ได้นับว่าเป็นพวกหรือสหายกัน เพราะหากนับก็จะเป็นการล่วงล้ำและอาจเอื้อมเกินไป คนที่ยืนรออยู่ก็กอดอก ออกคำสั่งให้เขาไปเก็บข้าวของที่โยนทิ้งกระจัดกระจายระหว่างฝึกดาบกลับมาให้เรียบร้อย และคราวหน้าหากคิดจะถอดเกราะระหว่างฝึกอีกก็ไม่ต้องสวมมาตั้งแต่แรกให้เหนื่อยและเปลืองเวลา

เขาจะก้มหน้าก้มตาเก็บของตามวิสัยทหารที่ดีก็ได้ แต่เนื่องจากนึกอยากเถียงขึ้นมากะทันหัน จึงพูดออกไปว่า “เกราะพวกนั้นเกะกะและหนักจะตายชัก เกิดสวมแล้วหล่นลงน้ำไปมีหวังว่ายขึ้นมาไม่ได้แน่ๆ”

อีกฝ่า