[EGoT] Ep1 Turn1

posted on 29 Jun 2013 23:06 by gomuth
 
 
 
 
 
Gordie Blackford
Warrior of Iron Islands
 
--------------------------------------------------------------------------
 
 
In the name of Pyke,
and the old way of Ironborn.



Then...
 

กลิ่นทะเลลอยเข้าจมูกมาขณะเขาพยายามสูดลมหายใจ

ไม่ใช่แค่กลิ่นเกลือ แต่ยังประกอบด้วยกลิ่นของซากสาหร่ายที่ค่อยๆ ย่อยสลาย ไม้ท้องเรือที่ผุกร่อนตามแรงกระแทกของเกลียวคลื่น คาวปลาที่เพิ่งถูกทอดแห จับขึ้นจากใต้ท้องสมุทร กลิ่นดินที่ถูกน้ำเซาะจนละลายลงไปผสมจนน้ำเป็นสีขุ่น และกลิ่นของโลหะ...

กลิ่นที่ผสมปนเปจนแยกไม่ออก ไม่ใช่กลิ่นที่หอม ไม่ใช่กลิ่นที่เหม็น แต่เป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคย

ไม่มีอะไรน่าหลงใหลไปกว่านี้อีกแล้ว
 
“หายเหนื่อยหรือยัง กอร์เดน?”
 
เสียงที่แทรกเสียงของเกลียวคลื่นมานั้นไม่ดังนัก ทั้งยังไม่มีสำเนียงเร่งเร้า หรือบีบบังคับ แต่ก็ทำให้เขายอมลืมตาขึ้น เงาร่างของชายคนหนึ่งนั่งบังแสงตะวันอยู่ ทำให้แสงนั้นไม่ส่องเข้าตาเขาจนน่ารำคาญ ไม่รู้ว่าจงใจหรือไม่ ทิศที่นั่งเช่นนั้นก็ทำให้เขามองหน้าอีกฝ่ายได้ไม่ชัดเจนเช่นกัน
 
แต่ใครจะไปสน ในเมื่อเขารู้จักชายคนนี้ดีอยู่แล้ว
 
“ข้าไม่ได้ชื่อกอร์เดน”
 
เขาตอบ ทั้งๆ ที่ยังพยายามอ้าปากฮุบอากาศ น่าสมเพชเหมือนปลาที่ถูกแหดึงขึ้นมาบนด่านฟ้าเรือ กลิ่นทะเลไหลผ่านลำคอ วนขึ้นมาถึงจมูก แม้จะไม่มีละอองน้ำกระเซ็นขึ้นมาถึงจุดที่พวกเขาอยู่ แต่ละอองทะเลก็เข้มข้นจนรู้สึกได้ถึงรสเค็มในปาก
 
“เป็นชื่อที่ดีนะ...เจ้าเป็นป้อมปราการอันกว้างใหญ่ ที่จะปกป้องเกาะแห่งนี้ของพวกเราไงล่ะ”
 
อีกฝ่ายยังคงไม่ฟัง และพูดต่อไปราวไม่ได้ยินเสียงค้านผสมหอบของเขา
 
“ข้าบอกว่า...”
 
พูดได้แค่นั้น ชายตรงหน้าก็ลุกขึ้น แสงตะวันที่เคยถูกบดบังสองเข้าตาเขาอย่างจังจนต้องยกมือขึ้นขวาง แต่ยังไม่ทันจะได้บ่นว่า ก็รู้สึกถึงแรงกระแทกที่ท้องน้อย...ไม่รุนแรงจนทำให้บาดเจ็บ แต่ก็ไม่เบาจนทนรับได้โดยไม่พ่นผรุสวาจาออกไปเช่นกัน

“ลุกขึ้น กอร์เดน ถ้าเจ้าหายเหนื่อยแล้วก็ต้องซ้อมต่อ”

เจ้าของเสียงนั้นพูดเนิบๆ เช่นเคย...วาจาของเขาไม่ได้แฝงสำเนียงขู่บังคับหรือเร่งรัด แต่กลับมีอำนาจให้ผู้ฟังยอมลุกขึ้นปฏิบัติตาม

...และอาจจะเป็นเพราะปลายรองเท้าหนาๆ หนักๆ ที่คอยเตะอย่างไม่ค่อยเบาเหมือนจะย้ำคำนั่นด้วย

เขาลุกขึ้นช้าๆ ยังปวดหนึบตามร่างกาย ถ้าถอดเสื้อออกคงเห็นรอยช้ำเป็นปื้นตามสีข้างหรือท่อนแขน แต่ลูกผู้ชายเขาไม่บ่นเรื่องแบบนั้นกัน ไม่ใช่หรือ
 
มือหนึ่งป่ายควานจนพบด้ามดาบซึ่งวางอยู่บนพื้น ดาบเหล็กที่ไม่ได้คมอะไรมากนัก แต่หนักและแข็งแรงจนสับดาบบางๆ ของพวกบนฝั่งให้หักครึ่งได้หากหวดลงไปได้จังหวะ ออสเคยบอกว่ามันหนักเกินไป ใหญ่เกินไป ไม่เหมาะกับมือของเขา...

แต่ออสไม่ใช่กัปตันเรือของเขา...ไม่ใช่นายกองของเขา

 
‘เจ้าตัวแค่นี้ ถ้าไม่รีบโตคงโดนเหยียบตายอยู่บนเรือเพราะคนอื่นไม่ทันมองเห็นเป็นแน่’

นั่นคือประโยคแรกที่คนตรงหน้าพูดกับเขา ก่อนมือใหญ่ที่ด้านเพราะด้ามดาบและเชือกเรือจะตะปบลงบนศีรษะ ขยี้จนผมที่หยิกอยู่แล้วยิ่งยุ่งเหยิง แล้วสั่งให้ไปตัดผมเสีย ไม่อย่างนั้นเวลาต่อสู้คงถูกศัตรูจิกดึงไปปาดคอเอาได้ง่ายๆ

แต่เจ้าตัวคนพูด กลับไว้ผมยาวจนรวบมัด หรือแม้แต่ถักเป็นหางเปียสั้นๆ ได้
 
 
“ถ้าเหม่อแบบนี้ในสนามรบ เจ้าก็ตายไปแล้ว”

เสียงนั้นดังมาขณะที่เขานอนกลิ้งอยู่บนพื้น ดาบเหล็กใหญ่และหนักกระเด็นไปไกลเกินมือจะเอื้อมถึง...และไม่คิดจะเอื้อม เพราะสองมือของเขาจับแน่นที่หัวเข่าข้างซ้าย คู้ตัว พยายามไม่ดิ้นทุรนทุรายแสดงอาการเจ็บปวด

ดาบใหญ่ที่หักอาวุธของศัตรูได้ง่ายดาย ไม่มีค่าอะไรเมื่อต้องห้ำหั่นกับคนตรงหน้า...

ทั้งที่อีกฝ่ายถือเพียงท่อนไม้แท้ๆ

เขาขบกราม กัดฟันกรอด เปล่งเสียงที่ผู้อื่นคงฟังไม่ออกว่าเจ็บแค้นในใจหรือเจ็บปวดหัวเข่าที่เพิ่งถูกท่อนไม้ฟาด อีกฝ่ายนิ่งไปนาน รู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบข้างเงียบลงกะทันหัน ทั้งๆ ที่สายลมยังพัด นกนางนวลยังร้อง เสียงคลื่นระทบโขดหินยังไม่หายไปไหน

“กอร์เดน...?”

ท้ายคำเรียก(ผิดๆ)นั้น มีสำเนียงของความไม่แน่ใจ และอาจจะ...เป็นห่วง

“กอร์เดน!”

เมื่อเขาไม่ตอบ ไม่มีทีท่ารับรู้อะไรนอกจากความเจ็บปวดที่หัวเข่า เสียงเรียกนั้นเริ่มแฝงความตื่นตระหนก ท่อนไม้ที่ใช้ต่างอาวุธเมื่อครู่ถูกโยนทิ้งไป ขณะเจ้าตัวคุกเข่าข้างหนึ่งลงนั่งแล้วยื่นมือมาหา

เขารอเวลานี้อยู่แล้ว...

เพียงเสี้ยววินาที พอๆ กับช่วงเวลาที่นกทะเลโฉบลงจิกปลาเล็กๆ ขึ้นจากน้ำ มือทั้งสองก็ปล่อยหัวเข่าซึ่งเมื่อครู่ยังแสดงท่าว่าเจ็บเสียเต็มประดา ขาข้างเดียวกันนั้นสะบัด...ดีดขึ้นอย่างคล่องแคล่ว ฟาดเข้าซอกคอของคนที่คุกเข่าลงมาดูอาการ
 

สิบวินาทีต่อมา กอร์ดี้ แบล็กฟอร์ด ก็พบว่าผิวที่ดูเหมือนเรียบของโขดหินริมทะเลนั้นมีตะไคร่และมอสสีต่างๆ ขึ้นอยู่รวมกันมากกว่าห้าสี...

แถมยังมีเศษเล็บของมนุษย์ปักติดอยู่ในซอกหินด้วย

ทว่า ก่อนจะได้นอนนับจำนวนรอยแยกรอยแตกบนโขดหินจนครบ เสียงเดิมที่พูดกับเขามาตลอดบ่ายก็ดังขึ้น

“ถ้าจะจู่โจมใครที่เผลอ...เจ้าต้องแน่ใจว่าเขาเผลอจริงๆ เข้าใจไหม ก-อ-ร์-เ-ด-น”

คำสุดท้ายที่ลากเสียงยาวอย่างชัดถ้อยชัดคำและจงใจ ทำให้เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง ทั้งๆ ที่ในหัวยังมีเสียงเหมือนใครตีกลองตังตุ้บๆ อยู่ คราวนี้คู่สนทนาไม่ได้ยืนหันหลังให้แสงจึงมองเห็นหน้าตาได้อย่างชัดเจน
 
...ก็ใช่ว่าไม่เห็นหน้าแล้วจะจำไม่ได้หรอกนะ

“ท่านไม่ไว้ใจข้าละสิ กั-ป-ตั-น”

เขาเค้นเสียง รู้สึกดีที่ตนเองยังพูดได้แม้จะโดนทุบอั้กอย่างไม่ปรานีจนนึกว่าปอดจะหลุดออกมาทางปากเสียแล้ว

อีกฝ่ายขมวดคิ้ว ก่อนจะนั่งคุกเข่าลงข้างหนึ่งเช่นเคย ดวงตาสีเข้มที่จ้องมองเขาไม่ได้ดุดัน ไม่ได้เหี้ยมเกรียม แต่กลับทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกลำบากใจเป็นที่สุด

สิ่งที่อยู่ในแววตาของอีกฝ่าย ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคย...แต่กลับนึกไม่ออก รู้สึกสบายใจ...เหมือนเวลาได้สวมรองเท้าบูทแห้งๆ นุ่มๆ แต่ในรองเท้านั้นกลับมีเศษกรวดแหลมๆ ที่คอยแทงซอกนิ้วให้รำคาญตลอดเวลา เหมือน...

ก่อนที่จะได้คิดเปรียบเทียบต่อ มือใหญ่ๆ ที่กร้านจากการใช้ดาบและถือเชือกเรือก็ตบป้าบเข้ากลางกระหม่อม ทำเอาเด็กหนุ่มหัวคะมำ แทบลงไปนอนนับร่องหินอีกรอบ

“จะอยู่กับคนที่ไว้ใจได้หรือไม่ นักรบก็ต้องระวังตัวเสมอ และอีกอย่าง ถ้าเจ้าจะเรียกข้าว่า ‘กัปตัน’ ก็จงเรียกด้วยความเคารพ มิใช่ประชดประชัน”

เสียงทุ้มนุ่มทำให้ถ้อยคำที่ควรเป็นการสั่งสอนน่าฟังขึ้นไม่น้อย แต่แน่ละว่าเด็กหนุ่มตั้งใจฟังไปไม่ถึงครึ่ง เขามัวแต่ถอดเสื้อชุ่มเหงื่อออกแล้วสำรวจรอบช้ำกับรอยถลอกบนลำตัว แล้วยิ้มดีใจนิดหน่อยที่ครั้งนี้รอยแผลทั้งหลายไม่ได้มีมากเท่าที่เคย

แผลเป็นบนใบหน้ารั้งหนังส่วนหนึ่งไว้เมื่อเขายิ้ม ทำให้รอยยิ้มที่ควรจะสดใสบิดเบี้ยวจนดูน่าหวาดหวั่น...ในกรณีที่มองจากสายตาของคนไม่คุ้นเคย

แต่คนตรงหน้าไม่ได้ ‘ไม่คุ้นเคย’ จึงแค่ขมวดคิ้วเมื่อเห็นเขายิ้มร่าทั้งๆ ที่แผลเต็มตัว

“พูดมาเป็นร้อยรอบแล้วน่า...ริค”

“ข้าไม่ได้ชื่อ ‘ริค’ ”

“ข้าก็ไม่ได้ชื่อ ‘กอร์เดน’ เหมือนกัน!”

เมื่อคำที่พูดออกไปถูกขัดอย่างรวดเร็ว เขาก็ตอบโต้ได้รวดเร็วไม่แพ้กัน สุดท้ายอีกฝ่ายที่มีอายุมากกว่า มียศเหนือกว่า...แถมยังมีความสูงมากกว่า ก็ถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“เจ้ามันดื้อ...”

ว่าแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิข้างๆ เขา ใบหน้าที่มีหนวดเคราประปรายดูผ่อนคลายลง ขณะหันมองออกไปยังท้องทะเล

“...แต่ ก็ทำได้ดี ถ้าเจ้าจะเลิกพยายามจิกผมข้าระหว่างสู้ หรือเอากำลังที่ไม่ได้มีเยอะเอาเสียเลยมางัดกับข้า คงไม่โดนซัดจนล้มบ่อยขนาดนี้...”

คำที่แยกไม่ออกว่าชื่นชมหรือตำหนิหลุดไหลออกมาจากปากของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง สำรวจรอยช้ำรอบถลอกบนร่างกายบ้าง ประเดี๋ยวก็หันไปสะบัดเสื้อชุ่มเหงื่อที่ถอดผึ่งไว้เพื่อดูว่าแห้งหรือยัง...ทำทั้งหมดนี่แล้วอีกฝ่ายก็ยังไม่หมดเรื่องพูด

จนเขาหันไปจ้องมองดาบสั้นที่รัดไว้ข้างเอวของอีกฝ่าย...

ดาบเล่มนั้น...ควรจะเรียกว่ามีดยาวเสียมากกว่า ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยปลอกหนังที่ตัดเย็บอย่างประณีต หากชักออกมาจะได้เห็นใบมีดโลหะสีดำ ทว่าเมื่อต้องแสงตะวัน กลับเรืองเรื่อราวกับมีเวทมนตร์ ดาบเล่มนี้ดื่มเลือดศัตรูมามากเกินจะนับ หากแต่ไม่เคยต้องลับ ไม่เคยหมดความคม ‘เจ้าของ’ ของมันเคยบอกเขาว่า ใบมีดตีขึ้นจากเหล็กกล้าในเมืองอันห่างไกล ในยุคสมัยเก่าก่อน สมัยนี้หาช่างตีดาบมือเยี่ยมที่สร้างสรรค์อาวุธเช่นนี้แทบไม่ได้แล้ว

เพราะอย่างนั้น ดาบเช่นนี้จึงมีค่านัก มูลค่าสูงจนนักรบธรรมดาไม่อาจเอื้อม

แน่นอนว่า ‘เจ้าของ’ คนปัจจุบัน ไม่ได้ซื้อหามันมา อย่างน้อยก็ไม่ใช่ด้วยเงินตรา

ไม่นาน คนที่ยังพูด(บ่น)ไม่หยุดก็เงียบเสียงไป กอร์ดี้รู้สึกตัวเมื่อดวงตาสีเข้มนั้นละจากขอบฟ้ามาจ้องมองที่เขา เด็กหนุ่มสบตาคู่นั้น แล้วเอ่ยเหมือนที่เคยร้องขอมานับครั้งไม่ถ้วน

“ขอข้าดูหน่อยสิ”

และก็เป็นครั้งที่นับไม่ถ้วนแล้วเช่นกัน ที่บุคคลตรงหน้ายิ้ม รอยยิ้มที่เหมือนผู้ใหญ่ลำบากใจกับคำรบเร้าไม่เข้าท่าของเด็กๆ แต่มือที่กร้านหนาก็จับด้ามดาบเล่มนั้น และดึงมันออกมาจากฝักด้วยความระมัดระวัง

“ตั้งใจดูเข้าล่ะ มันไม่ใช่ของเล่นหรือมีไว้อวดใคร ไม่ได้หาดูได้บ่อยๆ”

เขาพยักหน้าเมื่อได้ยินประโยคที่ฟังมา...นับครั้งไม่ถ้วนแล้วเช่นกัน แล้วจ้องใบมีดคมปลาบที่ขึ้นเงาจนสะท้อนภาพของตนได้ชัดเจน เขาเห็นภาพดวงตาสีเทาของตนอยู่บนคมมีด แต่ครั้นจะเอื้อมมือไปจับ ก็สบเข้ากับดวงตาสีเข้มของอีกฝ่ายที่จ้องมองมาเหนือคมมีด

ดูได้...แต่ห้ามจับ เป็นกฎที่ไม่มีใครเอ่ยถึง แต่เขาทราบดี ทุกครั้งที่เจ้าของชักดาบเล่มนี้ออกมา

เหตุผลจะเป็นเพราะมันเป็นดาบที่คมมากจนแต่สัมผัสเบาๆ เลือดก็ไหลโกรกได้ จึงเป็นอันตราย ไปจนถึงเจ้าของแค่หวงไม่อยากให้ดาบเปื้อน เขาก็ไม่ใส่ใจ

แค่หากมันเป็นสิ่งที่ทำให้อีกฝ่ายขุ่นข้องหมองใจ เขาจะไม่ทำ

 
ไม่นาน...เมื่อแสงตะวันเริ่มจมหายลงในมหาสมุทรที่สุดขอบฟ้า อีกฝ่ายก็เก็บดาบเข้าฝักหนัง แล้วลุกขึ้นยืน ทั้งยังเอ่ยเร่ง

“ข้ามีเรื่องต้องทำอีกเยอะ ไม่ได้ว่างวิ่งเล่นปั่นหัวใครๆ ไปวันๆ เหมือนพวกเจ้า”

เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ‘พวกเจ้า’ ที่ว่ามันใครกัน จะว่าลูกเรือคนอื่นๆ ใต้อาณัติของอีกฝ่ายก็คงไม่ใช่ เพราะอายุอานามแต่ละคนข้ามเส้นที่จะเรียกพฤติกรรมเหลวไหลว่า ‘วิ่งเล่น’ ได้ไปนานแล้ว อีกทั้งเขาก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันบนเกาะ...

ถ้าไม่นับ ‘คนผู้นั้น’ ละก็นะ

ยังไม่ทันได้อ้าปากเถียงว่าเขากับ ‘คนผู้นั้น’ ไม่ได้นับว่าเป็นพวกหรือสหายกัน เพราะหากนับก็จะเป็นการล่วงล้ำและอาจเอื้อมเกินไป คนที่ยืนรออยู่ก็กอดอก ออกคำสั่งให้เขาไปเก็บข้าวของที่โยนทิ้งกระจัดกระจายระหว่างฝึกดาบกลับมาให้เรียบร้อย และคราวหน้าหากคิดจะถอดเกราะระหว่างฝึกอีกก็ไม่ต้องสวมมาตั้งแต่แรกให้เหนื่อยและเปลืองเวลา

เขาจะก้มหน้าก้มตาเก็บของตามวิสัยทหารที่ดีก็ได้ แต่เนื่องจากนึกอยากเถียงขึ้นมากะทันหัน จึงพูดออกไปว่า “เกราะพวกนั้นเกะกะและหนักจะตายชัก เกิดสวมแล้วหล่นลงน้ำไปมีหวังว่ายขึ้นมาไม่ได้แน่ๆ”

อีกฝ่ายส่ายหน้าระอาใจ

“เกราะน่ะมีไว้ป้องกันบาดแผลจากหอกดาบ ธนู หรือขวาน คิดดูสิว่าหากวันนี้ข้าไม่ได้ใช้ท่อนไม้ แต่ถือดาบ เจ้าจะยังเหลือชีวิตรอดหรือไม่”

“ท่านเก่งเกินไปต่างหาก คนอื่นฟันข้าไม่เห็นเคยโดน มีแต่ท่านนั่นละที่หวดเอาๆ เวลาบุกไปที่ไหน ข้าไม่ได้ต้องสู้กับท่านเสียหน่อย”

เถียงจบคำเขาก็รอให้อีกฝ่ายบ่นกลับมายืดยาวตามนิสัย แต่ครั้งนี้กลับได้ยินเพียงความเงียบ ตะวันลับฟ้าไปแล้ว ใต้แสงจันทร์สลัว เขามองไม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่าย

“กอร์เดน...”

พอถูกเรียกด้วยชื่อแบบผิดๆ เขาก็อ้าปากจะค้าน แต่ถ้อยคำไม่ยอมออกไปจากลำคอ เพราะเสียงของอีกฝ่าย...สั่น แม้จะเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกได้ เขาขมวดคิ้ว เสียงนั้นแสดงความลังเล และอาจจะ...หวาดกลัว

“...ข้า ไม่ใช่คนเก่งที่สุด ไม่ใช่ในโลกนี้ ไม่ใช่ในท้องทะเล และ...ไม่ใช่ในไพค์”

“ท่านอยากจะพูดอะไร”

เมื่อถามกลับไป อีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ยืนนิ่งอยู่นาน  หลังจากนั้นก็เริ่มเคาะเท้าเร่งให้เขาเก็บข้าวของให้เรียบร้อย ทำความสะอาดดาบใหญ่ที่หล่นพื้นหลายครั้งจนแทบจะหมดคม

สุดท้าย เขาก็เดินตามหลังอีกฝ่ายที่สูงกว่าเกือบหนึ่งช่วงศีรษะ ไปหาอาหารมื้อเย็นกิน
 
 
 
 
 
Now...
 
 
สมัยยังเป็นเด็ก...กว่านี้ เขาเคยเข้าใจว่าคนบนเกาะที่มีนามสกุลว่า ไพค์ หมายถึงบุตรแห่งอโยชาติ หมายถึงนักรบผู้เก่งกาจจนทุกคนยินดียกนามของเกาะให้ใช้ เป็นสิทธิที่ไม่ใช่ว่าใครอยากก็มีได้ ช่างน่ายกย่อง น่าภูมิใจ

นั่น...ไม่ใช่ความเข้าใจที่ผิดเสียทั้งหมด

สกุลนั้น ไม่ใช่ว่าใครอยากมี แล้วจะมีได้...จริงๆ

 
กอร์ดี้มองไปข้างหน้า แม้จะต้องมองลอดรักแร้ ช่องแขน หรือช่องทางไม่น่าพึงปรารถนาของเพื่อนร่วมเรือที่เฉลี่ยแล้วสูงกว่าเขาราว หนึ่งช่วงหัวไปบ้าง แต่ก็ยังเห็นเหนือหัวแห่งไพค์และท่านหญิงอยู่เบื้องหน้า เหนือหัวพูดจายืดยาว ขอบคุณบรรดานักรบที่ออกปล้นเกาะแก่งในน่านน้ำใกล้เคียง และอำลาผู้ที่จากไปในการศึก ส่วนท่านหญิงผู้รอจนคำพูดยืดยาวนั้นจบลงได้โดยไม่มีทีท่าง่วงหรือหาวนอน ก็เชิญนักบวชขึ้นนำให้ทุกคนสักการะเทพเจ้า
 
เขาเคยคิดว่าแปลก ท่านหญิงเป็นคนจากแผ่นดินใหญ่ ผืนดินสีเขียวที่อ่อนแอ โลเลจนแม้เทพเจ้าก็ยังมีหลายองค์ แต่กลับข้ามฟากฝั่งมาอยู่บนเกาะร่วมกับเหล่าอโยชาติ เขาไม่เคยสงสัยในตัวท่านหญิง ไม่คิดเหยียดหยามชาติพันธุ์ แค่อยากรู้...ว่าในใจของผู้หญิงทียอมรับเทพเจ้าของตนและผู้อื่นได้อย่างไม่ลังเลนั้น มีความคิดใดซ่อนอยู่
 
ถ้าถามริค...คงจะได้คำตอบ
 
แต่เมื่อหันไปมอง ก็นึกได้ว่าริคไม่อยู่ที่นั่นแล้ว
 
 
 
 
 
Then...
 
 
สายลมพัดพากลิ่นอายของทะเลมารายล้อมรอบตัว เขาหลับตา สูดลมหายใจลึกๆ กลิ่นของทะเลที่ห่างจากฝั่งนั้นแตกต่างไป กลิ่นทะเลริมฝั่งของเกาะอื่นในนครอิสระก็ต่างกัน ดังนั้น คราใดที่ต้องออกห่างบ้านเกิด ก็ต้องรีบเก็บความรู้สึกและจดจำกลิ่นนั้นไว้
 
เขาเชื่อว่า ไม่ว่าจะอยู่หนใด หลงไปจนถึงน่านน้ำไหน หรือแม้บนแผ่นดินใหญ่ที่แทบไม่มีโอกาสเหยียบ หากได้กลิ่นของไพค์ลอยตามสายลมมาแม้เพียงนิด ตนจะจดจำได้ และมันจะนำทางเขากลับบ้าน...

เสียงพื้นรองเท้ากระทบไม้กระดานดังใกล้เข้ามาช้าๆ แต่ละก้าวหนักแน่นราวผู้มาเยือนต้องการประกาศการมาของตน เขาไม่ได้ลืมตา หรือหันไปมอง เพราะรู้ว่าผู้ที่ทำเช่นนี้...บนเรือลำนี้ได้ มีเพียงคนเดียว

แล้วมือใหญ่ที่กร้านเพราะจับดาบและเชือกเรือ ก็ตบลงกลางกระหม่อมของเด็กหนุ่ม
 
 
“นี่...ท่านตบเอาๆ ข้าเจ็บนะ”

“เจ้าอู้งาน ข้าลงโทษ ก็เหมาะสมดีแล้วไม่ใช่หรือ”
 
คนโดนกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงหัวเราะเบาๆ แล้วใช้มือข้างเดียวกับที่ตบหัวเด็กหนุ่มเมื่อครู่ขยี้ผมสั้นที่หยักศกนิดๆ จนยุุ่งเหยิงกว่าเดิม

“ถ้าเจ้าเหม่อแบบนี้ในสนามรบ...”
 
“...ข้าจะตายเอา ข้ารู้แล้ว! ท่านเลิกพูดซ้ำๆ เหมือนตาแก่สักทีเถอะ”

เขาต่อคำให้จนจบ แล้วหันไปมองหน้าอีกฝ่ายอย่างท้าทาย แต่ก็ได้รับเสียงหัวเราะดังกว่าเดิมกลับมา

“เดี๋ยวนี้เก่งนักนะ...เจ้าน่ะ เมื่อปีก่อนยังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกน้ำมูกยืดอยู่เลยแท้ๆ”

คำปรามาสนี้ทำเอาเขาชะงัก ก่อนสวนกลับด้วยประเด็นที่คิดว่าตนจะปลอดภัยไม่โดนถากถางที่สุด

“ท่านว่าใครน้ำมูกยืด”

ใครจะกล้าเถียงเรื่องความสูง ในเมื่อบนเรือลำนี้ ไม่มีใครเตี้ยกว่าเขาสักคน...

ถึงลูกเรือคนอื่นจะไม่มีใครกล้าหาเรื่องหรือล้อเลียนเพราะกลัวจะถูกขวานหรือดาบเล่มใหญ่จามหัว แต่ถ้ากัปตันเรือเป็นคนพูด...มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“ปีก่อน ตอนเจ้าลงเรือของข้าใหม่ๆ ไปบ่อน้ำตาแตกคิดถึงบ้านเอาแถวๆ แลนนิสสปอต โวยวายจะว่ายน้ำกลับ เจ้ารู้ไหมว่าข้าลำบากแค่ไหนที่ต้องห้ามทุกคนไม่ให้จับเจ้าโยนน้ำบูชาชลคตเทพเอาจริงๆ…”

อีกฝ่ายตั้งท่าจะพูดเรื่องน่าอายที่มีความจริงผสมอยู่ไม่ถึงครึ่งอีกยืดยาว แต่เขายกมือขึ้นปิดหู แล้วหันหน้าไปอีกทาง แสดงท่าทีไม่สนใจอย่างชัดเจน จนมือใหญ่นั้นแตะที่บ่า เรียกให้หันกลับไปมองหน้าคู่สนทนาอีกครั้ง

“ข้าทำเจ้าโกรธหรือไง”

คำถามนั้นเล่นเอาเด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกมา เป็นเสียงที่ฟังแล้วหยาบคายน่าโดนตบกะโหลกไม่น้อย แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนไม่ค่อยถือสาหาความใคร ศีรษะของเขาจึงรอดปลอดภัยดี

“ท่านไม่เคยทำใครโกรธบ้าง วันก่อนก็ไล่ถามอะไรคนครัวจนแทบจะโดนเฉาะหัว...”

เขาหยุดพูดเมื่ออีกฝ่ายเริ่มหัวเราะ หัวเราะเสียงดังจนลูกเรือคนอื่นหันมามอง...จ้อง...แล้วส่ายหน้ากับอาการไม่รู้ร้อนรู้หนาวของกัปตันเรือ

ทั้งที่ออกห่างเกาะแม่ เข้าใกล้แผ่นดินที่จะปล้นชิงเข้าไปทุกที ก็ยังมีแก่ใจมาคุยเล่นหยอกล้อได้

แต่เอาเถิด เพราะกัปตันยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวเช่นนี้ ลูกเรือใต้บังคับบัญชาถึงยังเย็นใจอยู่ได้ ไม่ใช่หรือ
 
กอร์ดี้ถอนใจ หลุบสายตาลงมองดาบที่คาดเอวกัปตันเรือตามความเคยชิน เขาชอบดาบเล่มนั้น แม้ทุกคนบนเรือจะบอกว่าชาตินี้คงไม่มีทางได้ไปปล้นชิงใครที่ถืออาวุธล้ำค่าเช่นนี้อีก แต่ใครจะรู้ ถ้าออกรบมากครั้งเข้า ฆ่าคนได้มากพอ ต่อสู้ปล้นชิงโดยไม่พ่ายให้ผู้ใด สักวันอาจจะมีดาบเช่นนี้ในครอบครองบ้าง
 
และก็ถูกจับได้อีกครั้ง
 
“มองอีกแล้ว...ดาบที่ไม่ใช่ของเจ้า อย่างไรก็ไม่มีประโยชน์แก่เจ้าหรอกนะ”
 
คำพูดที่เหมือนจะสั่งสอน แต่ก็ไม่รู้เรื่องว่าจะสอนอะไรนั้นทำให้เด็กหนุ่มต้องถอนใจอีกรอบ ไม่รู้ว่าคนเป็นลูกนอกสมรสของใครสักคนได้ไปร่ำเรียนหนังสือ หรืออ่านอะไรพิลึกๆ มาจากไหน ถึงพูดจาเหมือนคนปกติไม่ค่อยได้
 
“สักวันท่านแก่ไป ก็จับดาบรบไม่ไหวอยู่ดี”
 
“ถึงข้าแก่ก็ไม่เลิกรบ และถึงเวลาที่ถือดาบไม่ไหว ข้าก็ยกให้ลูกข้าสิ”
 
คำพูดของอีกฝ่ายดักทางได้อยู่หมัดจนเขานึกรำคาญ พานนึกถึงใครสักคนที่ชอบทำให้ตนรู้สึกเช่นนี้ ต้องมีสักคนแน่ๆ เพราะมันไม่ใช่ความรู้สึกที่ใหม่อะไรเลย
 
...แต่พอใกล้จะนึกออก กลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมากะทันหัน จึงเอาไปลงกับคู่สนทนา
 
“คนอย่างท่าน คิดจะมีเมียมีลูกด้วยหรือไง”  
 
“เจ้าเห็นข้าเป็นขันทีรึ”
 
ยังไม่ทันจะถามกลับว่า ‘ขันที’ ที่ว่าคือสิ่งมีชีวิตชนิดไหน มือใหญ่ๆ ก็เอื้อมมาขยี้ผมหยิกของเขาจนแทบจะพันกันเป็นแหที่ถูกกองไว้ใต้ท้องเรือ
 
“ถ้าเจ้าชอบละก็ เอาชนะข้าให้ได้สิ...”
 
คำพูดนั้นทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นจ้องอีกฝ่ายทั้งที่เส้นผมยังปรกตา ครั้นอ้าปากจะถามย้ำให้แน่ใจว่าตนมิได้ฟังผิด คำพูดที่เนิบช้า แต่หนักแน่นก็ลอยมาเข้าหูอีกครั้ง
 
“ถ้าเจ้าเก่งกว่าข้า ล้มข้าได้เมื่อไร ก็สมควรได้รับดาบเล่มนี้ไป...หากต้องการ ก็จงแย่งชิง”
  

    แย่งชิงสิ่งที่ปรารถนา คือวิถีของอโยชาติ

    ไม่มีผู้ใดสวมใส่เครื่องประดับที่แลกมาด้วยทรัพย์สินเงินตรา

    ของล้ำค่า คู่ควรจะอยู่แค่ในมือของผู้แข็งแกร่งเท่านั้น...
 
เขาละสายตาจากใบหน้าของอีกฝ่าย ก้มลงมองดาบที่ยังเก็บคมสวยงามไว้ในปลอก แล้วเงยหน้าขึนอีกครั้ง รับคำเสียงหนักแน่นยิ่งกว่าครั้งใด

“ครับ...ท่านอูลริค”
 
 
 
 
 
Then, again...
 
 
อูลริค ไพค์ เป็นกัปตันเรือที่เก่งกล้า นักรบมากฝีมือ
แต่ก็เป็นคนโง่...หาใดเปรียบ

 
เด็กหนุ่มเห็นเต็มสองตา ในชั่วขณะที่ร่างสูงใหญ่นั้นร่วงหล่นลงจากกราบเรือ
 
เขาไม่รู้ว่าตนทิ้งดาบใหญ่และหนักในมือไปตั้งแต่เมื่อไร วิ่งฝ่าศัตรูและมิตรที่รบพุ่งรายล้อมอยู่ได้อย่างไร แต่ในวินาทีที่ร่างของตนกระทบผิวน้ำ ก็ไม่มีเวลาพะวงถึงอาวุธที่ทิ้งไปเบื้องหลังแล้ว

นับเป็นโชคดี ที่น้ำทะเลแถบนั้นไม่ได้หนาวเย็นเหมือนรอบเกาะบ้านเกิด ทั้งยังใสจนมองไปได้ไกลนับสิบช่วงตัว จึงเห็นร่างใหญ่ที่ค่อยๆ จมลงอย่างช้าๆ ได้ถนัดนัก

โชคดีที่เขาไม่ได้สวมเกราะ...หรือจะพูดให้ถูกคือ รำคาญจนถอดทิ้งไปแล้ว

แต่โชคร้าย ที่เกราะของอีกฝ่าย หนาและหนักเกินกว่าจะยอมให้ผู้สวมใส่ลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำได้

เขาเกิดมากับทะเล ว่ายน้ำได้ก่อนเดินหรือวิ่ง จึงไปถึงตัวของผู้ที่จมอยู่ใต้น้ำได้อย่างรวดเร็ว เลือดสดๆ พวยพุ่งจากบาดแผล ลอยคลุ้งในน้ำราวควันไฟสีแดงฉาน

เมื่อแรกเขาเห็นลูกธนูดอกยาว ปักอยู่ที่ข้อต่อระหว่างเกราะหนา แม้เลือดจะออกมากมาย แต่บาดแผลนั้นไม่ถึงชีวิต ขอเพียงแงะกัปตันบ้านี่ออกจากกระดองเหล็กได้ ก็พาขึ้นไปรักษาได้ไม่ยากเย็นอะไรนัก

แต่แล้วสายตาก็สะดุดกับภาพของกลุ่มควันสีแดงคล้ำ...เลือดที่ไหลออกจากแผลอีกแห่ง

กริชเล่มหนึ่งปักลึกอยู่ที่สีข้างด้านขวา ตำแหน่งที่เมื่อปีก่อน เมื่อเขาเข้ามาอยู่ใต้อาณัติของบุคคลตรงหน้าได้ไม่นาน ก็ถูกสั่งสอนจนจำได้ขึ้นใจ

หากแทงเข้าตรงนั้น ต่อให้ไม่ลึกจนมิดคมมีด ก็สังหารศัตรูได้...

กอร์ดี้ยื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณ จะคว้าจับด้ามกริชนั้นไว้แล้วดึงออก จะห้ามเลือด จะพาคนตรงหน้าขึ้นสู่ผิวน้ำ...บางที คมโลหะนั้นอาจพลาดเป้า บางที อูลริคอาจจะถึกทึน แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไป...

แต่ก็เป็นมือใหญ่กร้านที่หยุดเขาเอาไว้

มือนั้นจับมือของเขาแน่น ในน้ำทะเลอุ่นๆ มือนั้นเย็นจนไม่น่าเชื่อว่าเจ้าของยังมีชีวิต มันสั่นเล็กน้อยขณะดึงมือของเขามาจับที่อีกสิ่งข้างสะเอว

ดาบเล่มสวย ที่ยังไม่ถูกชักออกจากฝักหนัง...

เขามองมันอยู่นาน มองตำแหน่งที่มือตนถูกดึงให้ไปจับ...ด้ามดาบที่ไม่เคยได้สัมผัส

มือใหญ่ของอีกฝ่ายกุมมือของเขา บีบ...ด้วยแรงที่น่าจะเหลือเพียงน้อยนิด

เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง จึงเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของอูลริค

ไม่มีถ้อยคำใดถ่ายทอดผ่านม่านน้ำทะเลที่ค่อยๆ ถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงคล้ำ

แต่เขาก็เข้าใจ...

อโยชาติกำเนิดจากท้องทะเล เมื่อสิ้นอายุขัย...จึงไม่มีสิ่งใดน่ายินดีเท่าการได้กลับสู่ห้วงสมุทร

 
ไม่นานหลังจากนั้น เด็กหนุ่มโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำเพียงลำพัง ดาบสั้นในปลอกหนังคาดไว้ที่สะเอว

เขาไม่ได้ร้องไห้หรือคร่ำครวญโศกสลด

ในขอบรองเท้าบูท มีกริชที่ยังเปื้อนเลือดเสียบเก็บไว้ ซ่อนให้พ้นสายตาเพื่อนพ้องร่วมรบ

กริชที่ด้ามสลักลวดลายของผู้บูชาชลคตเทพ

อาวุธ ของพวกเดียวกันเอง

 
อูลริค ไพค์ แม้จะเก่งกาจ แต่ก็อ่อนโยน...
เป็นคนโง่...หาใดเปรียบ

โง่เง่า...ที่ไว้ใจทหารใต้บัญชาของตนจนเกินไป
 
 
 
 
 
Now...
 
 
เพื่อนพ้อง...สหายศึกร่วมรบหลายคนพึมพำอาลัยกัปตันผู้เป็นที่รัก แต่เขากลับยืนนิ่งเงียบ ไม่แสดงท่าทางโศกเศร้าหรือทุกข์ตรมมากไปกว่าเวลาปกติ
 
หลายเสียงรอบตัวสื่อสำเนียงติเตียน ก่นด่า บ้างก็ถึงขั้นสาปแช่ง
 
อูลริคตาย...ส่วนเขากลับขึ้นมาจากก้นสมุทรโดยมีเพียงดาบเล่มสวยติดตัว
 
กอร์ดี้ แบล็กฟอร์ด คงสมใจแล้ว
 
หากแต่เขาไม่สนใจเสียงเหล่านั้น ไม่ใยดีสายตาของผู้คนรอบกาย สิ่งของเดียวที่ต้องให้ความสนใจ คือดาบสั้นในมือ
 
เขากำรอบด้ามดาบ มันพันทับไว้ด้วยเชือกและเส้นหนัง กระนั้นก็ยังให้ความรู้สึกสากมือ หากหยิบถือ ใช้งานเข้านานๆ ผิวเนื้อคงกร้านและหยาบด้านกว่าที่เป็นอยู่
 
เด็กหนุ่มหลับตาลง รับรู้สัมผัสนั้นโดยไม่จำเป็นต้องมองเห็น มือใหญ่และกร้านจากการสู้รบยังกุมอยู่รอบมือของเขา และคงไม่ได้คิดไปเอง หากจะรู้สึกว่ามือนั้นบีบน้อยๆ เหมือนเมื่อคราวแรกที่ชายคนนั้นสอนให้เขาจับดาบ
 
และเมื่อลืมตาขึ้น ภาพที่สะท้อนออกมาจากคมดาบเงาวาววับ ก็ราวไม่ใช่ภาพดวงตาสีเทาของตน

หากแต่เป็นดวงตาสีเข้ม ดุดัน หากแต่อ่อนโยนยิ่งนัก
 
กอร์ดี้ยิ้ม แต่เพราะรอยแผลเป็นบนใบหน้า จึงดึงให้รอยยิ้มสดใสบิดเบี้ยวไป
 
แย่งชิงสิ่งที่ปรารถนา คือวิถีแห่งอโยชาติ

ต้องเอาชนะ จึงจะได้มา...

เขายังไม่ได้ชนะ มิได้แย่งชิงมาเป็นของตนโดยสมบูรณ์

“ตอนนี้ยังไม่ใช่ แต่สักวัน...สักวันเถอะ ข้าจะเอาชนะท่านให้ได้”

เขาเปรยกับภาพเงาในใบดาบ รู้สึกเหมือนดวงตาสีเข้มนั้นจ้องกลับมาอย่างท้าทาย...

เอาเถิด...ต่อให้ต้องสังหารศัตรูสักกี่ชีวิต จมเรือสักกี่ลำ นำพาชัยชนะมาสู่มาตุภูมิสักกี่ครั้งกี่หน...ข้าจะไม่หยุด

จนกว่าจะเอาชนะท่าน...และครอบครองดาบนี้ได้จริงๆ
 
 
 
และเมื่อถึงเวลานั้น...เราจะได้พบกันอีกใช่ไหม

...อูลริค

 
 
 

----------------------------------------------the end----------------------------------------------

---------for now---------




- แงงงงงง จบแล้วในที่สุด ; w ;
- เค้ารักอูลริคจังเลยอ่ะ ขอบคุณน้องอู้ที่งอกไอเดียหมอนี่มา ไม่มีมันฟิคอาจจะสั้นเหลือแค่สามย่อหน้า
- จริงๆ มันมีภาพนะ แต่วาดไม่เสร็จ /แกล้งตาย
 
*กอร์ดี้ (Gordie) กร่อนมาจากชื่อ Gorden ซึ่งแผลงมาจาก Gordon ที่แปลว่า spacious fort 
ขอบคุณเว็บbehindthename ที่ให้การศึกษาข้าน้อยมา...
 
 
 

 

edit @ 30 Jun 2013 01:20:10 by GoMuth

edit @ 2 Jul 2013 10:31:16 by GoMuth

Comment

Comment:

Tweet

กอร์ดี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย์

สำนวนดีมากเลยฮะพี่แอ้ม บรรยายเห็นภาพ อ่านเพลินจนจบเลย

ให้ความรู้สึกว่า ในมุมมองของกอร์ดี้ อูลริคดูจะเป็นคนที่สำคัญมากๆเลย /ฉากมอบมีดใต้น้ำนั้น ฮรูวววววววววววววว

เกาะเหล็กโคเรื่องกันได้แน่นปึ้กจริงๆ ขอคารวะ m(_ _)m

#10 By BloodyPena :: Through Ages on 2013-07-02 22:11

กอร์ดี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย์ น้องชายยยยยยยยยยยยยยยย น้องชายยยยยยยยยยยยยยยยยย /เขย่าไหล่น้องชายอย่างบ้าคลั่ง
 
บ้าจริงอร.เจ้าทุบตีน้องข้า /ลับขวานมองอย่างอัมหิต
ฮือน้องชายยย น่ารักที่สุดดดดดดดดดดด
/สูดหายใจฟืดฟาด
ชอการดำเนินเนื้อเรื่องของพี่แอ้มอ่ะ การบรรยายด้วย อ่านไปได้กลิ่นทะเลไปด้วยเลย

#9 By syn-sky on 2013-07-01 04:21

ตรวจกิจกรรม:
ตัวอักษรทั้งหมด 19,059 ตัว
*สำหรับจุดที่เว้นบรรทัดเป็นช่วงยาว นับว่าเว้นบรรทัดเพียงสองบรรทัดเท่านั้น  

รวมทั้งหมด 19059/7 = 2722.71
ผลตอบแทนที่ได้รับ: Money 2500

#8 By EGoT on 2013-06-30 22:05

โธ่อูลริคที่มีค่าแค่ตัวประกอบฟิค /โดนชก
แต่ชอบมากกกกกก รู้สึกเหมือนเป็นคีย์นึงที่ทำให้กอร์ดี้สามารถจะเปลี่ยนแปลงหรือเติบโตได้ (แต่จะไปทางไหนนั้น... /อันนี้สุดแท้แต่สภาพแวดล้อมน่ะนะ)
อาเมนแด่อูลริคผู้เสียสละ //ซับ

#7 By CMS_NaDaRe on 2013-06-30 21:16

งงมานานว่าอร.คือใคร อ่านเอนทรี่นี้แล้วกระจ่างแล้ว 
เขาว่าคนดีมักอายุสั้น... ท่าจะจริง "orz //ไม่น่าเลย

#6 By Wolf.G on 2013-06-30 16:54

ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าชอบจังหวะการเล่าเรื่องมากเลยค่ะ
สนุกมาก ชอบสำนวนการเขียน ชอบวิธีเปรียบเทียบและวิธีคิดของกอร์ดี้ด้วย อั๊ยย่ะห์

,,- -,, *กลิ้งกับพื้น*

#5 By Lionel EGoT on 2013-06-30 15:49

ดอส  ข้าชอบฟิคนี้มาก  ฉันว่าแกอัพฝีมือฟิคด้วย กรี๊ดดดดดดดดดดด
อูลริคแม่มเท่มาก  เท่มาก เท่มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ใครฆ่าท่านกันนะ............
/อ่านประกอบคอมิกใครบางคนแล้วรู้สึกว่า........
กอร์ดี้มุ้งมิ้งน่ารักจริงๆ / มุดไปมุดมาสมเป็นเด็กน้อย  
ข้ารออ่านต่อไป  ต่อไป....

#4 By A.A the wolf on 2013-06-30 15:29

อูลริคเป็นคนดีเกินไป
สมควรตายมาก
ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
อลังงงงงง

#3 By Lil'z on 2013-06-30 12:23

กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด อูลริคกอร์ดี้ยยยยย์ //โบกป้ายไฟย์// ฮืออออ บ้าที่สุดดดด เราอ่านรอบที่5แล้วว ชอบบบบบบบ ; ___; ฟฟฟฟฟฟฟฟ ชอบอูลริคมากๆเลยค่ะฮือออออ  อ่อนไหวกับความสัมพันธ์สองคนนี้มากๆ ฮืออก๊าวววว //ตะกุย

#2 By M.R.Lansia on 2013-06-30 02:19

น้องจายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
น้องชายๆๆๆๆๆๆ น้องชายของเค้าาาาาาาาา
//เขี่ยอร.ทิ้งแบบเขี่ยผักจากจานข้าว(.....)
ฮรู่วววววววววววววววววว ชอบอ่ะะะะะะะะ
อูลริคเค้าก็ชอบนะ แต่อินเนอร์ออสกลบหมด แงงงงงงงงงง
//กอดรัดฟัดน้องชายยยยย

#1 By TanatOs on 2013-06-30 01:58